Home Blog Page 24

รักษาอาการเบื้องต้นจากอาการมีเสมหะ ด้วยการกำจัดออกด้วยตัวคุณเอง !!

0

ทุกคนล้วนอยากมีสุขภาพร่างกายที่ดีกันทุกคน เพราะหากเรา สุขภาพดี ก็ส่งผลให้จิตใจและทุกสิ่งอื่นๆ ดีตามไปด้วย อย่างนั้นแล้วเราเราควรใส่ใจดูแลตัวเองให้มากขึ้น และถ้าหากหลายๆคนกำลังมีอาการไอมีเสมหะเรื้อรังไม่หายซักที วันนี้เราก็มีสาระความรู้ดีๆ เกี่ยวกับการดูแลตัวเองในเบื้องต้นมาฝากกันค่ะ ✅👍💪👇

หลายคนมักจะมีอาการไอเป็นประจำร่วมกับมีเสมหะมาก นั่นสะท้อนสัญญาณเตือนว่าสุขภาพร่างกายของเรามีการอักเสบเรื้อรังเกิดขึ้นในระบบทางเดินหายใจ ยิ่งหากเป็นผู้ที่ชอบสูบบุหรี่จัดมาก่อนย่อมมีอาการติดเชื้อหลอดลมอย่างรุนแรงจนกระทั่งหลอดลมเกิดการอักเสบเรื้อรัง ทำให้หลอดลมนั้นเสียความยืดหยุ่นจนเกิดเป็นโรคถุงลมโป่งพอง และไม่ว่าจะกรณีใดก็ตาม อาการที่หลายคนมักเผชิญพ้องต้องกันก็คือ มีเสมหะมาก รวมถึงมีอาการไอ เหนื่อยหอบง่าย การหายใจติดขัดลำบาก

โดยปกติแล้ว เมื่อมีเสมหะร่างกายของเราจะสามารถขับเสมหะออกมาได้เองตามธรรมชาติอยู่แล้ว เพราะระบบทางเดินหายใจของคนเราจะมีการสร้างมูกขึ้นเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้เกิดความชุ่มชื้น ช่วยป้องกันและกำจัดเชื้อโรคภายในทางเดินหายใจ มูกที่เกิดขึ้นนี้จะถูกขับออกมาทางปากเราตามที่เรามักเรียกกันว่า เสมหะ แต่โดยปกติ เรามักจะกลืนลงท้องไปเองตามวิสัยธรรมชาติของมนุษย์ หรือมีการติดเชื้อเกิดขึ้นภายในระบบทางเดินหายใจในเวลาต่อมา การหลั่งสารต่างๆ หรือมูกนั้นก็จะเพิ่มปริมาณมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มสารที่เป็นโปรตีนเมื่อมาก่อตัวรวมกันมันจะจับกลุ่มทำให้เสมหะเกิดความเหนียวข้นมากขึ้น จนทำให้เสมหะถูกขับออกมายากขึ้นตามไปด้วย 👍👩‍⚕️💊🥗✅

 ดังนั้นแล้ว หากคุณเองก็มีอาการใด อาการหนึ่ง ที่เรากล่าวไปเบื้องต้น บรรเทาอาการด้วยตัวเองได้เช่นกัน โดยทำตามคำแนะนำจากเรา ดังนี้…

✅ วิธีกำจัดเสมหะออกด้วยตัวเอง ✅

  1. กำจัดเสมหะด้วยอาหาร

– กินอาหารให้เหมาะสม

ผู้ที่มีเสมหะภายในลำคอมากควรหันมากินอาหารไทยประเภทต้มแกงที่มีรสชาติเผ็ดร้อน เช่น แกงส้ม ต้มยำ แกงเลียง แกงแค ส้มตำ ยำและน้ำพริกก็ได้เช่นเดียวกัน เนื่องจากความเผ็ดร้อนจากเครื่องสมุนไพรไทยที่นำมาประกอบอาหารมีฤทธิ์ช่วยขับเสมหะและช่วยให้ระบบทางเดินหายใจโล่งขึ้นได้นั่นเอง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ใครที่กินอาหารเผ็ดจัดไม่ได้ก็ไม่จำเป็นต้องกินรสเผ็ดร้อนเสมอไป หันมาเลือกกินรสชาติเผ็ดร้อนปานกลางในแบบที่คุณพอซดร้อนๆ ให้คล่องคอได้ก็นับว่าช่วยขับเสมหะได้ง่ายขึ้นแล้วค่ะ

❎ อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง คือ อาหารมันๆ ทอดๆ เพราะจะกระตุ้นให้ยิ่งมีเสมหะและมีอาการไอหนักรุนแรงเพิ่มขึ้นได้ นอกจากนี้ บรรดาขนมหวานต่างๆ ที่คุณโปรดปรานก็ควรละเว้นไปก่อนเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเค้ก ไอศกรีม โดนัท ช็อกโกแลต กะทิและครีมเทียมที่ใช้ปรุงรสชาติชา กาแฟ เป็นต้น อาหารที่มีส่วนผสมจากน้ำตาลและไขมันในระหว่างนี้ก็ควรงดไปก่อนด้วยจะดีที่สุด

– กินอาหารที่ให้วิตามินซีสูงเพิ่มภูมิต้านทาน

การที่เรามีเสมหะหรือมีปัญหาด้านระบบทางเดินหายใจ สาเหตุอันเนื่องมาจากการเป็นหวัดหรือเป็นภูมิแพ้อากาศซึ่งอาจจะเป็นโรคประจำตัวของใครหลายคนไปแล้ว สาเหตุที่เราป่วยเป็นเช่นนี้ได้ง่ายก็เพราะภูมิคุ้มกันโรคของเราอ่อนแอไม่แข็งแรงนั่นเอง ดังนั้น เราจึงควรหันมากินอาหารที่ให้วิตามินซีสูงเพื่อเสริมสร้างให้ระบบภูมิคุ้มกันโรคแข็งแรงยิ่งขึ้น เมื่อเกราะป้องกันโรคแข็งแรงอาการเรื้อรังที่คุณเป็นอยู่ก็จะค่อยๆ ทุเลาและหายเร็วขึ้นได้ นอกจากนี้ มันยังช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อแบคทีเรียที่อาจทำให้เป็นหวัดได้สูงขึ้นด้วย

  1. กินอย่างไรให้ได้วิตามินซีสูง

สำหรับอาหารที่ควรกินเสริมเพื่อช่วยเสริมภูมิต้านทานให้แข็งแรงและควรกินอย่างสม่ำเสมอก็คือ อาหารที่ให้วิตามินซีสูงโดยหากินได้จากผักผลไม้รอบตัวหลายชนิดโดยเฉพาะผลไม้สดที่ให้รสเปรี้ยวเพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินซีโดยตรง หากมีเวลาอาจจะคั้นน้ำผลไม้สดอย่างน้ำส้มก็ได้ หลังจากที่คุณคั้นสดเสร็จแล้วก็ควรรีบดื่มทันที เพราะหากปล่อยทิ้งไว้นานเกินไปวิตามินก็จะสูญเสียไปกับอากาศได้ นอกจากนี้ น้ำมะขามป้อมก็นับเป็นทั้งสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการช่วยเสริมภูมิต้านทานให้เราได้เช่นเดียวกัน เพราะเป็นผลไม้ที่ให้วิตามินซีสูงมากกว่าบรรดาผลไม้ไทยทุกชนิดนั่นเองค่ะ แต่ไม่แนะนำให้ดื่มน้ำผลไม้ที่วางจำหน่ายเป็นกล่องสำเร็จรูปนะคะ เพราะนอกจากไร้ซึ่งวิตามิน แร่ธาตุใดๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายแล้ว ยังมีน้ำตาลที่ให้ความหวานสูงยิ่งดื่มยิ่งมีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด ทำให้ระดับของอินซูลินแปรปรวนยิ่งขึ้น อีกทั้งความหวานของน้ำผักผลไม้บรรจุกล่องเหล่านั้นยังสามารถกระตุ้นให้คุณมีอาการไอมากขึ้นได้ด้วย นอกเหนือจากนี้แล้ว ใครที่ไม่ค่อยได้กินผักผลไม้เท่าใดนักก็สามารถหันมากินวิตามินซีเม็ดเสริมแทนก็ได้เช่นกันค่ะ กินเป็นประจำ ร่างกายก็จะได้รับวิตามินซีเพื่อช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคได้อย่างแข็งแรงมากขึ้นแล้ว

  1. บริหารการหายใจเป็นประจำ

ผู้ป่วยที่มีอาการไอมาเป็นระยะเวลายาวนาน มักจะมีปัญหาหลอดลมอักเสบเรื้อรัง ส่งผลกระทบให้หลอดลมอ่อนแอและเสื่อมสภาพง่าย บางคนยิ่งไอติดต่อกันถี่เป็นระยะบ่อยๆ จะยิ่งมีอาการเจ็บหน้าอกและเหนื่อยหอบเสมอ ดังนั้น การบริหารการหายใจจะช่วยเรียกคืนความแข็งแรงของหลอดลมกลับคืนมาให้คุณได้ โดยวิธีการบริหารนั้นง่ายมาก ทำได้ด้วยการสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ ช้าๆ ให้ลมหายใจค่อยๆ หลั่งไหลเข้าไปยังปอดเต็มที่จากนั้นค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกมาช้าๆ จนหมด แล้วจึงสูดลมหายใจกลับเข้าไปอีกครั้ง โดยเน้นหลักการหายใจเข้า-ออกยาวๆ ช้าๆ บริหารการหายใจเช่นนี้ซ้ำ 20 ครั้ง ทำเป็นประจำวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น การหมั่นบริหารเช่นนี้บ่อยๆ จะช่วยสร้างความแข็งแรงให้หลอดลมและทำให้ระบบทางเดินหายใจทำงานดีขึ้นได้ด้วย ออกซิเจนก็จะเข้าสู่ปอดมากขึ้น กระบวนการฟอกเลือดในปอดก็จะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้สุขภาพดี มีผิวพรรณผ่องใสตามมาได้ด้วยค่ะ

  1. การกำจัดเสมหะด้วยสมุนไพร

เมื่อมีเสมหะเกิดขึ้นเราไม่ควรปล่อยเฉยไว้ ควรหาวิธีกำจัดเสมหะให้หมดไป เพราะนอกจากจะเป็นการตัดความน่ารำคาญ ป้องการเสียบุคลิกภาพที่ดีได้แล้วยังทำให้ระบบทางเดินหายใจโล่งขึ้น หลอดลมก็จะทำงานราบรื่น หายใจไม่ติดขัดลำบากอีกต่อไป แต่หากคุณปล่อยให้เสมหะเกิดการคั่งค้างหรือสะสมภายในเป็นเวลานานก็จะเกิดการสะสมเชื้อแบคทีเรียในปริมาณสูงจนมันมีการเปลี่ยนสี ส่งผลให้ผู้ป่วยมีไข้และทำให้มีอาการไอรุนแรงหนักขึ้นกว่าเดิมได้ ดังนั้นแล้ว เมื่อคุณพบว่ามีเสมหะภายในลำคอ เรามากำจัดเสมหะด้วยวิธีดังนี้กันดีกว่า

– จิบน้ำมะนาวผสมน้ำผึ้งอุ่นๆ เป็นประจำ เพราะน้ำผึ้งมีสรรพคุณช่วยละลายเสมหะได้ด้วยนั่นเอง เมื่อสองคุณค่าจากน้ำผึ้งและน้ำมะนาวมาผสานตัวรวมกันมันจะยิ่งมีฤทธิ์กลายเป็นยา สามารถต่อต้านการสะสมเชื้อแบคทีเรีย โดยมันจะช่วยฆ่าเชื้อและลดอาการอักเสบระคายเคืองคอ ตลอดจนถึงช่วยบรรเทาอาการแก้ไอได้ด้วย และสารจากน้ำผึ้งยังมีส่วนช่วยให้เสมหะอ่อนตัวง่าย การขับเสมหะก็จะยิ่งถูกกำจัดได้ง่ายขึ้นตามเช่นกัน

สูดไอน้ำที่ผสมน้ำมันหอมระเหย เพียงต้มน้ำเดือดมาเทลงในชามหรือหม้อใหญ่ก็ได้จากนั้นหยดน้ำมันหอมระเหยกลิ่นที่ชอบตามลงไป เช่น กลิ่นคาโมมายล์ กลิ่นมะนาว ส้มหรือยูคาลิปตัส เป็นต้น โดยหยดลงไปผสม 2-3 หยด จากนั้นคลุมศีรษะด้วยผ้าผืนใหญ่แล้วอังหน้าบนหม้อน้ำเดือดนั้น พร้อมกับสูดลมหายใจเข้าออกช้าๆ ลึกๆ เพื่อให้กลิ่นไอของน้ำมันหอมระเหยได้เข้าไปยังหลอดลมซึ่งมันจะช่วยกระตุ้นให้ระบบทางเดินหายใจโล่งขึ้น เสมหะก็จะละลายง่ายและถูกขับออกมาได้ง่ายยิ่งขึ้นด้วย

– อบด้วยสมุนไพรไทย การอบด้วยสมุนไพรไทยจะทำให้เราได้สูดดมกลิ่นน้ำมันหอมระเหยจากตัวสมุนไพรเข้าสู่ปอด และช่วยให้ระบบทางเดินทางใจโล่งขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้เวลาอบนาน 5-10 นาที

จากนั้นออกมานั่งพักให้ตัวเย็นค่ะแล้วจึงกลับเข้าไปนั่งอบใหม่ให้ครบอีก 3 รอบ หลังจากอบเสร็จแล้วให้คุณดื่มน้ำตามแก้วใหญ่ๆ สักประมาณ 1-2 แก้ว เพื่อให้เกิดอาการไอและขับเอาเสมหะออกมา เพียงเท่านี้ เสมหะก็จะถูกกำจัดออกได้ง่าย อีกทั้งทางเดินหายใจก็เป็นไปอย่างสะดวกยิ่งขึ้น

  1. กำจัดเสมหะด้วยการสมุนไพรแทนการใช้ยาปฏิชีวนะ

ในระหว่างที่มีเสมหะมาก อาการอักเสบอาจเกิดขึ้นได้เป็นระยะ แต่การรักษาโดยใช้ยาปฏิชีวนะนั้นหากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานเกินไปย่อมไม่ใช่หนทางแก้ปัญหาที่ดีนัก เพราะไม่เพียงทำให้สิ้นเปลืองแล้ว ยาดังกล่าวยังทำให้ผู้ป่วยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ร่วมด้วยได้ เช่น มีอาการท้องเสียและง่ายต่อการดื้อยา ขณะเดียวกัน การใช้ยาก็สามารถช่วยควบคุมการติดเชื้อไม่ให้ลุกลามบานปลายหนักขึ้นได้หากมีอาการมาก แต่ก็ควรใช้ยาโดยอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ด้วยจึงจะปลอดภัยที่สุดและผลการรักษาอาการป่วยก็จะทุเลาเร็วขึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม คุณอาจจะหันมาใช้สมุนไพรรักษาแทนก็ได้เช่นกันค่ะ เช่น การใช้ฟ้าทะลายโจร โดยกินก่อนอาหารวันละ 3 ครั้ง ครั้งละ 3-4 เม็ด การกำจัดเสมหะก็จะค่อยๆ ดีขึ้นได้ตามลำดับ

  1. การกำจัดเสมหะด้วยยา

💊💊 กลุ่มยาที่ใช้ในการกำจัดเสมหะแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม ดังนี้  👇👇

– ยาขับเสมหะ (Expectorants)

เป็นยาที่ออกฤทธิ์เพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับมูก เสมหะจึงมีลักษณะเหนียวข้นลดน้อยลง รวมทั้งยังช่วยให้การขับเสมหะออกจากร่างกายในระหว่างที่ไอได้ง่ายยิ่งขึ้น การใช้ยาดังกล่าวเนื่องจากผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคทางเดินหายใจมักจะมีเสมหะมากและเหนียวข้นอยู่แล้ว อีกทั้งยังแห้งเร็วกว่าปกติ ตลอดจนหายใจเร็วจนทำให้เยื่อเมือกในทางเดินหายใจและมูกเกิดการแห้งตัวเร็วกว่าปกติร่วมด้วย

– ยาละลายเสมหะ (Mucolytics)

เป็นยาที่ใช้เพื่อออกฤทธิ์ทำลายการรวมตัวกันของโปรตีนที่จับตัวอยู่กับมูก เสมหะจึงมีลักษณะเหนียวข้นน้อยลง โดยฤทธิ์ของยาจะเข้าไปย่อยโปรตีนหรือมีปฏิกิรยาทางเคมีที่จะช่วยทำลายเสมหะเหนียวข้นกระทั่งเปลี่ยนให้ใสขึ้นได้ อีกทั้งความเหนียวหนืดก็จะลดลงจนทำให้การขับเสมหะออกมาได้ง่ายยิ่งขึ้นนั่นเองค่ะ

ข้อควรปฏิบัติในการใช้ยา 💊👩‍⚕️👇

การใช้ยากำจัดเสมหะสำหรับเด็กสามารถใช้ได้ทั้ง 2 กลุ่มค่ะ ซึ่งแล้วแต่แพทย์จะเป็นผู้จ่ายยาให้ตามความเหมาะสมของอาการ นอกจากนี้ การใช้ยายังมีข้อพึงระวังในสตรีมีครรภ์ร่วมด้วย สรุปโดยรวมแล้ว การใช้ยาในเด็กและสตรีมีครรภ์นั้นเพื่อให้ร่างกายปลอดภัยมากที่สุด ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ สำหรับการใช้ยากำจัดเสมหะในบุคคลทั่วไป จะต้องใช้ตามฉลากยาที่แนะนำให้ปฏิบัติตามอย่างถูกต้อง เพื่อให้การรักษาเป็นไปอย่างได้ผลและมีประสิทธิภาพรวดเร็ว เพราะหากทานยาไม่เคร่งครัดตามที่ฉลากระบุไว้ ผลการรักษาให้หายก็จะยิ่งยืดเยื้อออกไปทำให้ร่างกายผู้ป่วยเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนและยังเสี่ยงต่อการดื้อยาดื้อโรคด้วยนั่นเอง

  1. ดูแลตัวเองขั้นพื้นฐานป้องกันการเกิดเสมหะ

เสมหะเป็นปัญหาเล็กๆ ที่เกิดขึ้นใกล้ตัวเรา แม้อาจไม่ใช่ปัญหาร้ายแรงระดับชาติ แต่ก็สร้างผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตในประจำวันให้เราได้อย่างมากมาย ดังนั้น จะดีกว่าไหมหากเราไม่ต้องรอให้เจ็บป่วยหรือมีเสมหะภายในลำคอก่อนจึงค่อยหาวิธีรักษา แต่เราสู้หันมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตใหม่ โดยเริ่มจากการกินอาหารที่มีประโยชน์เป็นประจำ เน้นผักผลไม้ที่ให้วิตามินแร่ธาตุสูง ดื่มน้ำอย่างเพียงพอวันละ 8-10 แก้ว หมั่นออกกำลังกายอยู่เสมอ นอนพักผ่อนให้เพียงพอ หากใครไม่มีเวลาใส่ใจเรื่องอาหารการกินก็หันมากินวิตามินซีเสริมเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรคให้แข็งแรง นอกจากนี้ การที่คุณชอบสูบบุหรี่เป็นประจำก็ย่อมทำให้หลอดลมย่ำแย่ เสี่ยงต่อการเกิดอาการไอเอื้อรัง มีอาการอักเสบและมีเสมหะในลำคอซึ่งยากต่อการขับออกมาได้ง่ายอีกด้วย

สำหรับใครไม่อยากป่วย หรือ มีเสมหะทำให้หงุดหงิดใจอยู่ทุกวัน อย่าลืมหันมาดูแลใส่ใจสุขภาพให้แข็งแรง และทำตามคำแนะนำเบื้องต้น แค่นี้คุณจะเห็นได้ว่าสุขภาพดีสร้างได้ง่ายๆด้วยตัวเราเอง 🏋️‍♂️👍

10 สูตรขัดผิวกายให้ขาวใสอย่างเป็นธรรมชาติทั่วเรือนร่าง

0

ผู้หญิงเราก็อยากจะมีผิวพรรณที่ขาวกระจ่างใส 👧💅🧖‍♀️👙💄🚿  เพราะความสุขของผู้หญิงเรา ก็คือการที่ได้เห็นตัวเองสวยนั่นเอง ! เพราะฉะนั้น การดูแลผิวพรรณจึงเป็นเรื่องที่สาวๆหลายคนใส่ใจเป็นพิเศษ เราจึงมาเผยสูตรลับผิวสวย กับ เคล็ดลับความงาม เพื่อผิวขาวกระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติทั่วเรือนร่าง ด้วยสูตรขัดผิวหลากหลายสูตรที่หาได้จากวัตถุดิบธรรมชาติรอบตัวเรา แต่จะต้องนำมาขัดผิวกายอย่างเดียวเท่านั้นนะคะ เพราะว่าบางสูตรหากนำมาขัดผิวหน้า ส่วนผสมบางชนิดอาจจะออกฤทธิ์แรงเกินไปมันอาจจะทำให้ผิวบนใบหน้าของคุณสาวๆ ระคายเคืองเอาได้ ว่าแต่พร้อมที่จะมีผิวสวยกันหรือยังเอ่ย ? ถ้าพร้อมแล้วไปดู สูตรขัดผิวให้ขาวใสอย่างเป็นธรรมชาติทั่วเรือนร่าง จากวัตถุดิบที่หาได้ง่ายๆ พร้อมกันแล้วก็ไปดูกันค่ะ….

🧖‍♀️🚿👉  10 สูตรขัดผิวกายให้ขาวใสอย่างเป็นธรรมชาติทั่วเรือนร่าง 👈🧖‍♀️🚿

  1. ใยบวบตัวช่วยขัดผิวใสจากธรรมชาติ 🧖‍♀️👧👍

เป็นอุปกรณ์ขัดผิวที่เปรียบเสมือนตัวช่วยที่ทำให้ผิวขาวกระจ่างใสได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสมอย่างมากสำหรับสาวๆ  ทุกสภาพผิวควรมีติดห้องน้ำกันไว้เลยค่ะ ในยามที่คุณอาบน้ำหลังจากชโลมฟองครีมอาบน้ำทั่วทั้งตัวแล้วให้หยิบใยบวบมาค่อยๆ ขัดเป็นวงกลมวนไปมาให้ทั่ว แต่ต้องขัดอย่างเบามือเท่านั้น เส้นใยจากใยบวบจะได้ไม่ขูดผิวจนแดงนั่นเอง อีกทั้งมันยังมีคุณสมบัติช่วยกระตุ้นการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วให้หลุดออกได้อย่างดีทีเดียว เพียงเท่านี้ผิวพรรณสาวๆ ก็กระจ่างใสเปล่งปลั่งได้แล้วค่ะ

  1. สูตรน้ำมะนาวและน้ำมันมะกอก 🍋🍶🚿

นำส่วนผสมได้แก่ น้ำมะนาว น้ำมันมะกอกและเกลือเม็ดหยาบมาผสมให้เข้ากัน จากนั้นนำมาขัดผิวในขณะอาบน้ำให้ทั่วเรือนร่าง แล้วล้างออกให้สะอาด

  1. สูตรมะขามเปียกและส่วนผสมอื่นๆ 

นำส่วนผสมได้แก่ มะขามเปียก 1 กำมือ น้ำมะนาว 1 ผล น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 6 ช้อนชา น้ำมันมะกอก 1 ช้อนชาและผงขัดผิว 5-6 ช้อนชามาผสมให้กลายเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นนำมาขัดผิวให้ทั่วทั้งตัว แล้วล้างน้ำให้สะอาด

  1. สูตรมะเขือเทศและน้ำตาลทราย 🍅🍅

ให้คุณฝานมะเขือเทศให้ได้แผ่นบางจากนั้นนำไปจุ่มกับน้ำตาลทราย แล้วนำมาขัดผิวให้ทั่วทั้งตัว ขัดจนกระทั่งน้ำตาลละลายออกไปจนหมด แล้วจึงเปลี่ยนแผ่นมะเขือเทศแผ่นใหม่ จากนั้นปล่อยทิ้งไว้ 10 นาที แล้วจึงล้างออกให้สะอาด

  1. สูตรขมิ้นสด 🌱

ใช้ขมิ้นสดขูดจนได้ผงละเอียดจากนั้นนำไปขัดผิวในตอนอาบน้ำกันได้เลยค่ะ หรือสามารถนำส่วนผสมจากธรรมชาติอื่นๆ ผสมลงไปด้วยก็ได้เช่นเดียวกัน เช่น นมสด น้ำมะนาว มะขามเปียก น้ำผึ้งและดินสอพอง เป็นต้น โดยใส่ผงขมิ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จากนั้นผสมให้กลายเป็นเนื้อเดียวกันแล้วนำไปขัดผิวค่ะ

  1. สูตรนมสดรสจืด 🥛🐄🥛

ชโลมนมให้ทั่วผิวพรรณ เพื่อให้น้ำนมบำรุงสู่ผิวจะทำให้ผิวที่แห้งหยาบกร้านมีความเนียนนุ่มชุ่มชื้นยิ่งขึ้น และเมื่อชโลมจนผิวแห้งแล้วก็ให้นำใยบวบมาขัดวนเป็นวงกลม จากนั้นล้างออกให้สะอาด

  1. สูตรสครับจากกากกาแฟ ☕

ให้นำกากกาแฟที่ใช้แล้วปริมาณ 1 ถ้วยตวง มาผสมผงขมิ้นชัน 1 กรัมและมะขามเปียกที่คั้นได้น้ำประมาณ 1/2 ถ้วยตวง แล้วนำมาผสมให้กลายเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นนำไปขัดผิวให้ทั่วเรือนร่างประมาณ 15 นาที แล้วล้างออกให้สะอาดโดยที่ไม่ต้องถูสบู่ซ้ำอีกครั้งค่ะ

  1. สูตรมะละกอสุกและโยเกิร์ต🥤

ให้นำมะละกอสุก โยเกิร์ตรสธรรมชาติและเกลือทะเลมาปั่นรวมกันให้ละเอียด จากนั้นนำมาขัดผิวพร้อมนวดวนเบาๆ มือให้ทั่วแล้วล้างออกให้สะอาด

  1. สูตรมะขามเปียก นมสดและน้ำผึ้ง 🐄🥛🍯

ให้คุณนำส่วนผสมทั้ง 3 อย่างมาผสมให้กลายเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นนำไปขัดผิวให้ทั่วแล้วล้างออกให้สะอาด

  1. สูตรว่านนางคำ 🌱🌱

ให้คุณนำส่วนผสมต่างๆ ได้แก่ ว่านนางคำ 100 กรัม ว่านไพร 25 กรัมและขมิ้นชัน 25 กรัมมาหั่นให้เป็นแผ่นบางนำตากแดดจนแห้งแล้วนำมาบดให้ละเอียด จากนั้นนำลิ้นทะเล 200 กรัม สารส้มสะตุ 200 กรัมและดินสอพองบดละเอียด 1,000 กรัม แล้วนำเอาส่วนผสมทั้งหมดนี้มาผสมให้กลายเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นให้นำไปใส่กระชอนแล้วร่อนจนได้ผงละเอียด แล้วนำเอาผงละเอียดนั้นไปขัดผิวต่อไปค่ะ

การขัดผิวที่ดี ต้องเลือกขัดสัปดาห์ละ 1-2 ครั้งก็เพียงพอแล้วค่ะ เพราะสาวๆ บางคนอาจเข้าใจว่าหากยิ่งอยากขาวก็ต้องยิ่งหมั่นขัดทุกวัน แต่แบบนั้นจะทำให้ผิวของเราบอบบางไวต่อแดดมากขึ้น และยังเป็นการทำร้ายผิวไปในตัวอีก และหลังจากที่ขัดผิวกันเสร็จแล้วอย่าลืมทาครีมกันแดดปกป้องผิวที่มีค่า SPF 50 ขึ้นไปนะคะ เพราะแสงแดดบ้านเรา ☀⛱👓👒

เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเพื่อสุขภาพที่ดี

0

การเลือกกิน อาหารเพื่อสุขภาพ เป็นสิ่งที่ดีที่สุด ซึ่งอาหารเป็นสิ่งที่เรารับประทานเข้าไปแล้วมีประโยชน์ต่อร่างกาย ทำให้ร่างกายเจริญเติบโตช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอให้พลังงานแก่ร่างกายและช่วยควบคุมอวัยวะต่างๆของร่างกายให้ทำงานเป็นปกติ และการมีสุขภาพที่ดีนั้น ไม่ใช่แค่การกินผักผลไม้เท่านั้น ! ที่จะทำให้เราสุขภาพดี เพราะในแต่ละวันของคนเรา ร่างกายต้องการอาหารในปริมาณและสารอาหารที่แตกต่างกันไป อาหารที่สำคัญต่อร่างกายของคนเราคือ อาหารหลัก 5 หมู่ และอาหารที่สำคัญต่อร่างกายของคนเรา อย่างเช่น 👇👇

  • จำพวกเนื้อ นม ไข่ ถั่ว 🥩🥛🥜🥚🍳 (จำพวกโปรตีน) เป็นหมู่ที่ทำให้ร่างกายเจริญเติบโตซึ่งเหมาะสำหรับเด็ก เพราะเด็กเป็นวัยที่กำลังเจริญเติบโต ส่วนผู้ใหญ่ควรจะเน้นพวกแป้งและน้ำตาล (จำพวกคาร์โบไฮเดรต) เนื่องจากร่างกายต้องใช้พลังงานมาก
  • จำพวกผักผลไม้  🥦🥕🍅🍎🍇 ซึ่งให้เกลือแร่และวิตามินจะช่วยให้ระบบขับถ่ายได้ดี ซึ่งถ้าไม่รับประทานผักและผลไม้เลยจะทำให้ของถึงได้เพราะฉะนั้นผักและผลไม้จะช่วยได้
  • จำพวกไขมัน 🐷🥛🍗🥪  ที่ทำให้ร่างกายอบอุ่นควรรับประทานแต่พอน้อยเพราะถ้ารับประทานเป็นจำนวนมากจะทำให้อ้วนได้ ซึ่งก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆไม่ว่าจะเป็น เบาหวาน ความดันโรคโลหิตสูง เป็นต้นฯ

การรับประทานอาหารให้เกิดผลดีต่อสุขภาพนั้นควรรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ ให้ได้ทั้งปริมาณ ทั้งคุณภาพ ปราศจากสารพิษปนเปื้อนและถ้าเรากินตามใจปากมากเกินไปจะก่อให้เป็นโรคต่างๆตามมาและการมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงนั้นจะทำให้สุขภาพจิตเราดีตามไปด้วย

เคล็ดลับสุขภาพดีๆเริ่มต้นได้ง่ายๆด้วยอาหารที่มีประโยชน์ มีสารอาหารที่ครบ 5 หมู่ และที่สำคัญต้องควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย การออกกำลังกายจะช่วยเผาผลาญไขมันและเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ จากสิ่งที่คุณกินเข้าไปเพื่อนำไปใช้กับอวัยวะต่างๆของร่างกาย สิ่งที่ขาดไม่ได้ควรออกกำลังกายให้เหมาะสมกับอาหารที่รับประทานเข้าไปในแต่ละวัน เพื่อให้เกิดประโยชน์และมีประสิทธิภาพสูงสุดต่อร่างกาย การคัดสรรเมนูอาหารและวัตถุดิบที่ดีมีประโยชน์และสารอาหารครบถ้วน  ไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์ ข้าว ผักและผลไม้ ต้องเลือกจากแหล่งที่ได้มาตรฐาน ไร้สารเคมี ปราศจากสารเร่งและสารปนเปื้อน เพราะถ้าหากเมื่อคุณทานเข้าไปในร่างกาย สารเคมีที่อยู่ในอาหารและวัตถุดิบนั้นจะค่อยๆสะสมในร่างกายและก่อให้เกิดโรคตามมา ซึ่งทำให้คนมีอายุสั้นโดยไม่รู้ตัว เพราะอาหารที่ดีจะมีส่วนช่วยในการบำรุงรักษาเซลล์ต่างๆในร่างกายซึ่งทำให้คุณอายุยืนอยู่ร่วมกับคนที่คุณรักได้อย่างมีความสุข 🥗🍎🍅🥛🥩👍🏋️‍♂️

 

เทคโนโลยีชีวภาพกับสมุนไพรไทย

0

ปัจจุบันโลกของเรานั้นก้าวไกล ทั้งเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้ในปัจจุบันนัน เทคโนโลยี การพัฒนาในด้านต่างๆนั้นมากมาย เช่น เทคโนโลยีในด้านสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนายา หรืออาหารเสริมเพื่อสุขภาพต่าง เทคโนโลยีในด้านการแพทย์ ในการพัฒนาเพื่อรักษาโรคต่างๆ  เทคโนโลยีจึงมีบทบาทในการดำเนินชีวิตของคนเราอย่างมาก และอีกเทคโนโลยีชีวภาพกับสมุนไพรไทยในการสกัดผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางต่างๆ

สมุนไพรและสมุนไพรไทย คือ ผลผลิตที่ได้จากธรรมชาติ ได้แก่ พืช สัตว์ และ แร่ธาตุ ที่สามารถนำมาใช้เป็นยารักษาโรคหรือบำรุงร่างกาย เช่น ใช้กิน ใช้ทา ใช้รม เป็นต้น ซึ่งอาจจะใช้ทั้งหมด เช่น ใช้ทั้งต้น หรือแค่เฉพาะบางส่วนของผลผลิตนั้นๆเพื่อปรุงเป็นยารักษาโรค เช่น เฉพาะส่วนราก โดยอาจจะต้องผ่านกระบวนการบางอย่างก่อนนำมาใช้ เช่น บด ต้ม คั้น ตากแห้ง เป็นต้น หรืออาจจะใช้เป็นยาพิษก็ได้โดยจะเรียกว่า สมุนไพรที่มีพิษ

สมุนไพรไทย คือสมุนไพรที่มีแหล่งกำเนิดอยู่ในประเทศไทยหรือสามารถหาพบได้ในประเทศไทยนั่นเอง !!

ซึ่งในปัจจุบัน สมุนไพรหรือสมุนไพรไทย มักจะถูกนำมาใช้เพื่อการรักษาโรค ดังนั้น เพื่อที่จะพัฒนาความรู้และขีดความสามารถของสมุนไพรและสมุนไพรไทยให้เพิ่มมากขึ้น จึงได้มีการใช้ความรู้ทางเทคโนโลยีชีวภาพมาใช้ในการค้นหาสรรพคุณของสมุนไพรหรือสมุนไพรไทยเพิ่มเติม จากที่มีอยู่เดิมๆ มีการสกัดสารต่างๆจากสมุนไพรหรือสมุนไพรไทยที่มีสรรพคุณในการรักษาโรค ให้บริสุทธิ์และหาโครงสร้างของสารชนิดนั้น ทำการทดลองทดสอบประสิทธิภาพในการรักษาของสารชนิดนั้น เพื่อที่จะพัฒนาเป็นเครื่องสำอางค์หรือยารักษาโรคแผนปัจจุบันต่อไป ! ยกตัวอย่างงานวิจัยทางเทคโนโลยีชีวภาพเกี่ยวกับสมุนไพรหรือสมุนไพรไทย เช่น

เทคโนโลยีชีวภาพในการสกัดสมุนไพรไทย

การใช้ความรู้ทางเทคโนโลยีชีวภาพวิจัยออกมาว่า สารสกัดจากต้นมะหาด สามารถยับยั้งการทำงานของ เอนไซม์ไทโรซิเนส (Tyrosinase) ได้ ซึ่งเอนไซม์ตัวนี้เป็นเอนไซม์สำคัญต่อกลไกการสร้างเม็ดสีผิวของผิวหนัง และเมื่อการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเนส (Tyrosinase) ถูกยับยั้ง ทำให้การสร้างเม็ดสีผิวของผิวหนังลดน้อยลง จึงทำให้ผิวขาวขึ้น นั่นคือได้ ต้นมะหาดทำให้ผิวขาวขึ้นนั่นเอง ! เพราะฉะนั้นในปัจจุบันจะเห็นว่ามี ผลิตภัณฑ์ ครีมผิวขาว หรือโลชั่นหลากหลายแบบ หลายยี่ห้อ ที่มีส่วนผสมของสารสกัดมะหาด เพื่อทำให้สีผิวขาวขึ้น และเนื่องจากสารสกัดมะหาดมาจากธรรมชาติ โอกาสที่จะเกิดอาการแพ้ของผิวหนัง จึงมีน้อยกว่าสารเคมีสังเคราะห์ทั่วๆไปนั่นเอง…

วิธีการดูแลตัวเองเพื่อป้องกันโรคไข้หวัด

0

ในช่วงที่อากาศเริ่มเปลี่ยนแปลงบ่อย หลายคนอาจจะต้องพบเจอกับโรคภัยไข้เจ็บที่แวะทักทายเป็นประจำ ยิ่งถ้าหากสุขภาพของเราไม่แข็งแรงพอ ยิ่งทำให้ส่งผลให้โรคภัยต่างๆ เข้ามารุกรานร่างกายของเราได้ง่ายมากยิ่งขึ้น และสำหรับโรคที่มาพร้อมกับอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อยมากที่สุดนั่นก็คือ โรคไข้หวัด ดังนั้น การดูแลตัวเองให้มี สุขภาพดี ที่สุดย่อมเป็นสิ่งที่ทำให้เราทุกคนชนะโรคไข้หวัดที่คอยเข้ามารุกรานร่างกายของเราได้เสมอ การป้องกันโรคไข้หวัดได้ดีที่สุด คือการมีสุขภาพที่แข็งแรงอย่างแท้จริง ซึ่งวิธีการดูแลสุขภาพเพื่อป้องกันโรคไข้หวัด มีดังนี้

10 วิธีการดูแลตัวเองเพื่อป้องกันโรคไข้หวัด

  1. ดูแลสุขภาพให้แข็งแรงและออกกำลังกายอย่างเป็นประจำ หมั่นดูแลสุขภาพของตนเองให้แข็งแรงโดยการออกกำลังกายเป็นประจำ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ พักผ่อนให้เพียงพอ อย่าโหมงาน ทำงานหนักมากเกินไป
  2. พักผ่อนให้เพียงพอ ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายของคนเรา จะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากร่างกายของเราทุกคน ได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอ และในขณะที่เราได้นอนหลับพักผ่อนอยู่นั้น ร่างกายของเราก็จะได้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอได้อีกด้วย เพราะฉะนั้น ถ้าหากคุณไม่อยากป่วยเป็นไข้หวัด ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 6 – 8 ชั่วโมง
  3. ล้างมือให้บ่อยครั้ง หมั่นล้างมือให้สะอาดอยู่บ่อย ๆ และล้างมือทุกครั้งก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ การล้างมือ ถือได้ว่าเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด ของการป้องกันโรคไข้หวัด เนื่องจากมือของเรามักจะต้องสัมผัสกับสิ่งของ เครื่องมือชนิดต่าง ๆ ซึ่งอาจจะมีเชื้อโรคแอบแฝงอยู่ และถ้าหากเชื้อโรคเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายของคนเรา ก็จะส่งผลทำให้ร่างกายของเราอ่อนแอ และเป็นโรคไข้หวัดได้ในที่สุด
  4. รักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ โดยเฉพาะในช่วงที่มีอากาศเปลี่ยนแปลง การสวมถุงเท้าอย่างเป็นประจำ จะส่งผลทำให้เราสามารถป้องกันการเป็นโรคไข้หวัดได้ เพราะการสวมถุงเท้าอย่างเป็นประจำ จะเป็นการรักษาอุณหภูมิภายในร่างกาย ให้มีระดับคงที่และมีความอบอุ่นได้อยู่เสมอ
  5. ดื่มน้ำสะอาด และดื่มน้ำผักผลไม้สดเป็นประจำ ควรดื่มน้ำสะอาด ให้ได้อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เมื่อไม่มีโรคที่ต้องจำกัดน้ำดื่ม การดูแลสุขภาพผ่านการดื่มน้ำผักและผลไม้สดอย่างเป็นประจำ จะส่งผลทำให้ร่างกายของเรานั้น ได้รับสารอาหารและแร่ธาตุหลากหลายชนิดจากผลไม้ได้อย่างเต็มเปี่ยม และที่สำคัญร่างกายของเราจะสามารถสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงขึ้นได้
  6. หลีกเลี่ยงจากผู้คนแออัดเพื่อป้องกัน ในช่วงที่มีการระบาดของไข้หวัด ควรหลีกเลี่ยงการเข้าไปในที่ที่มีผู้คนแออัด เช่น ห้างสรรพสินค้า สถานบันเทิง งานมหรสพ เป็นต้น แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรสวมหน้ากากอนามัย หมั่นล้างมือด้วยน้ำกับสบู่ให้สะอาด หรือชโลมมือด้วยแอลกอฮอล์เพื่อกำจัดเชื้อโรคที่อาจติดมาจากการสัมผัสถูกเสมหะของผู้ป่วย และอย่าใช้นิ้วมือขยี้ตาหรือแคะไชจมูกถ้ายังไม่ได้ล้างมือให้สะอาด
  7. ใช้หน้ากากอนามัย การใช้หน้ากากอนามัยจะเป็นการป้องกันการระบาดของเชื้อไวรัส การใส่หน้ากากอนามัยควรจะให้ผู้ป่วยสวมหากมีอาการไข้หวัด หน้ากากอนามัยจะช่วยกรองเชื้อจากน้ำลายและเสมหะ สำหรับผู้ที่ดูแลควรจะสวมใส่หน้ากากอนามัยที่สามารถกันเชื้อที่ออกมาทางเสมหะได้
  8. กินอาหารที่มีโปรไบโอติกส์ สำหรับโปรไบโอติกส์ที่ได้จาก โยเกิร์ตหรือนมเปรี้ยว ถือได้ว่าเป็นเชื้อแบคทีเรีย ที่ส่งผลดีต่อร่างกายของเราทุกคน อีกทั้งโปรไบโอติกส์ยังช่วยป้องกันเชื้อแบคทีเรียต่าง ๆ ที่จะส่งผลเสียต่อสุขภาพของเราได้อีกด้วย เพราะฉะนั้น การรับประทานอาหารที่มีโปรไบโอติกส์อย่างเป็นประจำ ก็เหมือนกับเราได้สร้างเกราะคุ้มกันเชื้อโรค ที่อาจจะส่งผลทำให้เราเป็นโรคไข้หวัดได้ง่าย ๆ
  9. ทานกระเทียมให้มากขึ้น รู้หรือเปล่าว่า กระเทียม มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อโรคอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งกระเทียมยังช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันได้เป็นอย่างดี ถ้าหากคุณรับประทานกระเทียมอย่างเป็นประจำทุกวัน จะสามารถช่วยป้องกันจากโรคไข้หวัดได้อย่างเห็นผลแน่นอน
  10. ไม่ควรอาบน้ำหรือสระผมด้วยน้ำที่เย็นเกินไป โดยเฉพาะในช่วงที่มีอากาศหนาวเย็น

ซึ่งนี่คือวิธีป้องกันเบื้องต้น และถือว่าเป็นวิธีเสริมสร้างสุขภาพให้ดียิ่งขึ้น เพื่อป้องกันโรคไข้หวัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยวิธีปฏิบัติแบบง่าย ๆ ที่ทุกคนสามารถปฏิบัติ และนำไปใช้ดูกันได้ อย่างน้อยการนำไปใช้ในครั้งนี้ ก็สามารถทำให้คุณมีสุขภาพที่ดีขึ้นได้ และไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพของคุณอย่างแน่นอน ! มีแต่คุณจะสุขภาพดีและห่างไกลโรคมากยิ่งขึ้นเท่านั้นเอง

5 สูตรมาร์กหน้าด้วยแตงกวา ผิวสวยใสอย่างเป็นธรรมชาติ

0

แตงกวา 🥒🥒 นอกจากเป็นผักเพื่อสุขภาพแล้ว สาวๆรู้กันบ้างหรือเปล่า ว่าหากอยากมีผิวหน้าสวยใสไร้สิวแถมยังขาวเนียนเปล่งปลั่งแบบธรรมชาติ เราสามารถพอกหน้าด้วยแตงกวาเป็นประจำได้อีก ว่าแต่สูตรพอกหน้าจากแตงกวาจะมีสูตรใดช่วยแก้ปัญหาผิวใดได้บ้าง ? วันนี้เรามี เคล็ดลับความงาม กับ เทคนิคการดูแลผิวพรรณ สำหรับใบหน้ามาฝากสาวๆกันค่ะ

🥒🥒 สูตรมาร์กหน้าด้วยแตงกวา ผิวสวยใสอย่างเป็นธรรมชาติ  🥒🥒

สูตรที่ 1 : ลดสิวอักเสบทําให้ หน้าใส ไร้สิว

สิ่งที่ต้องเตรียม : แน่นอนค่ะ แตงกวา 1 ลูก 🥒

วิธีพอกหน้าสูตรที่ 1 : ปอกเปลือกแตงกวาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ จากนั้น ปั่นให้ละเอียดแล้วแช่ตู้เย็นจนเย็น เสร็จแล้วนำมาพอกหน้าจนทั่ว ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 20-30 นาที ค่อยล้างออกให้สะอาด สูตรพอกหน้าด้วยแตงกวานี้ จะช่วยลดสิวอักเสบ ลดเลือนความมันส่วนเกินบนใบหน้า ป้องกันไม่ให้เกิดสิวใหม่ นอกจากนี้ ยังช่วยกระชับรูขุมขนและบำรุงผิวหน้าให้กระจ่างใสอย่างน่าสัมผัสอีกด้วย

สูตรที่ 2 : ลดความมันบนใบหน้า กระชับรูขุมขนให้เล็กลง

สิ่งที่ต้องเตรียม : แตงกวา 1 ลูก ไข่ขาว 1 ฟอง และมะนาว 1/2 ซีก 🥒🍋🐣

วิธีพอกหน้าสูตรที่ 2 : ปั่นแตงกวากับไข่ขาวและบีบน้ำมะนาวลงไปผสม ปั่นจนส่วนผสมทั้งหมดกลายเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำมาพอกหน้าจนทั่ว ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 20-30 นาที จากนั้นล้างหน้าให้สะอาด สูตรนี้เหมาะสำหรับสาวผิวมันและผิวผสมอย่างยิ่ง โดยเฉพาะคนที่มีปัญหาหน้ามัน รูขุมขนกว้าง ทำให้ใบหน้ามันเยิ้มและก่อให้เกิดสิวง่าย แนะนำให้หมั่นพอกหน้าด้วยสูตรนี้เป็นประจำทุกสัปดาห์ๆ ละ 2-3 ครั้ง ก็จะช่วยลดความมันส่วนเกินบนใบหน้าได้ ช่วยสมานผิวหน้า กระชับรูขุมขนให้เล็กลง ทำให้ผิวหน้าเรียบเนียนเปล่งปลั่งกระจ่างใส แถมผิวหน้ายังขาวขึ้นได้อย่างเป็นธรรมชาติอีกด้วย

สูตรที่ 3 : กระชับรูขุมขน ช่วยให้ผิวหน้าสะอาดใสอย่างเกลี้ยงเกลา

สิ่งที่ต้องเตรียม : น้ำแตงกวา น้ำมะเขือเทศ น้ำมะนาว และน้ำแตงโม อย่างละ 1 ช้อนชา 🥒🍅🍋🍉

วิธีพอกหน้าสูตรที่ 3 : นำน้ำผักผลไม้ทั้งหมดมาผสมจนเข้ากัน แล้วชุบด้วยสำลีจากนั้นนำมาเช็ดบนใบหน้าเบาๆ เหมือนกับการใช้โทนเนอร์ทำความสะอาดผิวนั่นเอง ทำเป็นประจำหลังจากล้างหน้าสะอาดดีแล้ว นอกจากจะช่วยกำจัดสิ่งสกปรกที่ตกค้างอยู่บนใบหน้าได้อย่างล้ำลึกขึ้นแล้ว ยังช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว เพราะน้ำผลไม้เหล่านี้ก็มีกรด AHA จากธรรมชาติที่จะช่วยให้กระบวนการผลัดเซลล์ผิวเก่าทำงานได้ดียิ่งขึ้น ทำให้ผิวหน้าขาวกระจ่างใส ลดเลือนรอยดำจากสิว สมานผิวและช่วยกระชับรูขุมขนให้เล็กลงได้

สูตรที่ 4 : บํารุงผิวหน้าให้ขาวใสไร้สิว

สิ่งที่ต้องเตรียม : แตงกวา 1/2 ลูก และมะนาว 1/2 ซีก 🥒🥒🍋🍋

วิธีพอกหน้าสูตรที่ 4 : ปอกเปลือกแตงกวาออก ล้างให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วปั่นให้ละเอียดรวมกับน้ำมะนาว เมื่อได้ส่วนผสมที่ละเอียดแล้ว ให้นำมาพอกหน้าจนทั่ว โดยพอกทิ้งไว้ประมาณ 20-30 นาที แล้วล้างหน้าให้สะอาด สำหรับสูตรพอกหน้าแตงกวานี้ เราผสมกับน้ำมะนาวลงไป น้ำมะนาวมีกรด AHA จากธรรมชาติที่มีคุณสมบัติกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวเก่าที่เสื่อมสภาพแล้วให้หลุดออก ทำให้ผิวหน้าขาวกระจ่างใสมากขึ้น เมื่อนำมาผสานคุณค่ารวมกันกับแตงกวาที่มีส่วนช่วยลดสิวอักเสบและป้องกันการเกิดสิวได้ดีแล้ว จึงยิ่งจะทำให้สาวๆ มีผิวหน้าขาวใสไร้สิวได้อย่างเป็นธรรมชาติ หมั่นพอกเป็นประจำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง รับรองค่ะว่าผิวหน้าสาวๆ จะขาวกระจ่างใส ไร้ความมันส่วนเกิน แถมผิวยังเปล่งปลั่งดั่งใจจนใครๆ ก็ต้องทัก

สูตรที่ 5 : ลดรอยสิว และลดความมันบนใบหน้า

สิ่งที่ต้องเตรียม : น้ำแตงกวา และน้ำมะเขือเทศ อย่างละ 2-3 ช้อนโต๊ะ 🥒🥒�🍅🍅

วิธีพอกหน้าสูตรที่ 5 : เริ่มจากปั่นเอาน้ำแตงกวาและน้ำมะเขือเทศมาผสมรวมกันอย่างละประมาณ 2-3 ช้อนโต๊ะ จากนั้นเวลาใช้ให้จุ่มด้วยสำลีก้อนกลม แล้วนำมาทาลงบนผิวหน้าเป็นประจำทุกวัน แนะนำให้ทาหลังจากล้างหน้าสะอาดแล้วก่อนเข้านอน พอกหน้าทิ้งไว้เช่นนั้นประมาณ 15-20 นาที แล้วล้างหน้าให้สะอาด สูตรนี้จะช่วยขจัดความมันส่วนเกินบนผิวหน้าได้ เนื่องจากมะเขือเทศมีคุณสมบัติช่วยให้รูขุมขนกระชับเล็กลง ทำให้น้ำมันหลั่งออกจากรูขุมขนลดน้อยลงไป และแตงกวาก็มีคุณสมบัติเป็นมอยส์เจอไรเซอร์จากธรรมชาติที่จะช่วยบำรุงผิวหน้าให้สดชื่นเปล่งปลั่งกระจ่างใส และยังช่วยปลอบประโลมผิวได้ดีอีกด้วย หากนำส่วนผสมนี้มารวมกันจึงยิ่งช่วยให้ผิวหน้าไร้ปัญหาความมัน ลดเลือนรอยสิว และช่วยคืนความสดชื่นให้แก่ผิวหน้าจนคุณสัมผัสได้

เห็นกันหรือยังหล่ะค่ะว่า ประโยชน์ของเจ้าแตงกวานั้นมากมายแค่ไหน ! นี่แค่เรานำมาฝากกันแค่ 5 สูตรพอกหน้าด้วยแตงกวาเท่านั้นนะค่ะ สำหรับเคล็ดลับการดูแลผิวพรรณด้วยแตงกวานั้นมีอีกมากมาย เอาไว้คอยติดตามกันดูว่าเราจะมีสูตรเด็ด ! เทคนิคการดูแลผิวพรรณและเคล็ดลับความงามอะไรมาฝากกันอีก ต้องติดตามดูก็แล้วกันค่ะ… 🥒👧😍