Home Blog Page 17

การเลือกกินอาหารตามช่วงอายุวัย เพื่อที่ร่างกายจะได้รับสารอาหารที่เหมาะสมกับวัยต่างๆ

0

🥗🍚🥦🍎 อาหารเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่มีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิต จึงไม่แปลกหากเราจะคิดถึงแต่เรื่องของอาหารการกินค่อนข้างมาก แต่ก็ใช่ว่าอาหารทุกชนิดจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพเสมอไป ส่วน อาหารเพื่อสุขภาพ ที่ดีมีคุณค่าก็ไม่ได้หมายความว่า จะสามารถนำมารับประทานได้เสียทั้งหมด เพราะการจะทำให้ได้รับประโยชน์จากการรับประทานอาหารอย่างแท้จริง จำเป็นจะต้องคำนึงถึงความเหมาะสมกับแต่ละช่วงวัยด้วย ก็เป็นเพราะคนในแต่ละช่วงอายุจะมีความแตกต่างกันทั้งในด้านพัฒนาการของร่างกายและลักษณะของการดำเนินชีวิต ดังนั้น การเลือกรับประทานอาหารให้เหมาะกับวัยต่างๆ ก็จะก่อให้เกิดความสมบูรณ์ แข็งแรง สามารถดำเนินชีวิตหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด 🏋️‍♂️💪🚴‍♂️

🥗🍎🍗🍳🥦 อาหารที่เหมาะกับเด็กในวัยเรียน 👦🍚🧒🥛🍊

ซึ่งเป็นวัยที่กำลังเจริญเติบโต จึงควรรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ และควรให้ครบทั้ง 3 มื้อด้วย โดยเลือกรับประทานอาหารให้หลากหลายชนิดและถูกต้องตามหลักโภชนาการ เน้นอาหารที่ประกอบไปด้วยธาตุเหล็ก เช่น เนื้อสัตว์ ตับ ไข่ รวมทั้งผัก และผลไม้ต่าง ๆ และควรดื่มนมสดวันละ 2-3 แก้ว ไม่ควรรับประทานอาหารที่จะส่งผลเสียต่อสุขภาพ เช่น ลูกอม ขนมหวาน น้ำอัดลม ขนมขบเคี้ยว อาหารรสจัดและอาหารฟาสฟู้ด เพราะจะมีผลต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย รวมทั้งก่อให้เกิดโรคตั้งแต่ในวัยเด็ก เช่น โรคอ้วนหรือโรคเบาหวานได้

🥩🍚🥦🥪🍌อาหารที่เหมาะกับคนในวัย 20–29 ปี 👧👦🍹🥜🥛

ซึ่งเป็นวัยที่ร่างกายกำลังเจริญเติบโตอย่างเต็มที่ และมีพลังงานมากพอสำหรับการเรียน การทำงาน รวมทั้งการทำกิจกรรมต่างๆ แต่ยิ่งต้องมีการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันมากเท่าไร ร่างกายก็ยิ่งเผาผลาญและต้องการใช้พลังงานมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น อาหารที่เหมาะสมกับคนในช่วงอายุนี้ในอันดับแรก จึงควรเป็นอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ ถั่วต่างๆ ข้าวและแป้งซึ่งให้พลังงานสูง รองลงมาคือผักและผลไม้ ส่วนนมและอาหารทดแทนแคลเซียมต่างๆ เช่น เต้าหู้ ปลาเล็กปลาน้อยและนมถั่วเหลือง ควรให้ความสำคัญเป็นอันดับต่อมาและควรให้ความสำคัญกับอาหารจำพวกไขมันเป็นอันดับสุดท้าย

🥪🍚🍞🥜🥕 อาหารที่เหมาะกับคนในวัย 30–39 ปี 👩🌰🍎🥗👨

หรือช่วงเริ่มของวัยผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นช่วงชีวิตของการทำงานจึงยังคงต้องการพลังงานอยู่ แต่ต้องเพิ่มความระมัดระวังในเรื่องของไขมันและคอเลสเตอรอลให้มากขึ้น เพราะนอกจากจะทำให้อ้วนและส่งผลกระทบต่อสุขภาพในอนาคตแล้ว ยังเป็นตัวการต่อโรคโดยเฉพาะโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงด้วย ดังนั้น การเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะกับคนในช่วงอายุนี้ก็คือ อาหารที่มีไขมันน้อย ถั่วเมล็ดแห้งและธัญพืชต่างๆเช่น ข้าวซ้อมมือและขนมปังโฮลวีทซึ่งมีใยอาหารสูง จึงช่วยให้อิ่มนานและส่งผลดีต่อระบบลำไส้ด้วย

🍏🥔🍿🍅🥜 อาหารที่เหมาะกับคนในวัย 40–49 ปี 👨🍚👩🍹🍄

ซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายเริ่มเปลี่ยนแปลง หรือเริ่มจะเจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ ดังนั้นการชะลอวัยเพื่อป้องกันการเกิดโรคจึงเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับคนในวัยนี้ ซึ่งสามารถกระทำได้ไม่ยากเพราะเป็นช่วงวัยที่มีความต้องการพลังงานลดลง แต่ต้องการแคลเซียมและวิตามินต่างๆเพิ่มขึ้น ดังนั้น การรับประทานผักและผลไม้ เช่น ส้ม ฝรั่ง มะเขือเทศ แคนตาลูปและธัญพืชอย่างถั่วลิสง และอัลมอนด์ นอกจากจะทำให้ร่างกายได้รับสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งดีต่อการชะลอวัยและช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคแล้ว ผักผลไม้และธัญพืชต่างๆยังมีกากใยอาหารสูง จึงช่วยในเรื่องของการขับถ่ายได้ด้วยอย่างไรก็ดีคนในวัยนี้ควรรับประทานเต้าหู้และโปรตีนไขมันต่ำให้มากขึ้น เพราะจะให้แคลเซียมมากกว่าการรับประทานอาหารประเภทเนื้อสัตว์ รวมทั้งควรหลีกเลี่ยงอาหารที่เป็นตัวเร่งความชราหรือก่อให้เกิดความเสื่อมของร่างกาย ได้แก่ อาหารที่มีไขมันสูงประเภททอดกรอบหรือผัดโดยใช้น้ำมันมากๆ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน เป็นต้นฯ

🥕🥛🥗🧀🥦🍎 อาหารที่เหมาะกับคนในวัย 50-59 ปี 🎅🥞🥗🤶🥪

ซึ่งเป็นวัยที่มักจะมีปัญหาในเรื่องของกระดูก ได้แก่ กระดูกเปราะหรือกระดูกพรุนอย่างชัดเจน จึงควรได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอจากการรับประทานอาหารประเภทนมและผลิตภัณฑ์จากนม เนยแข็ง ปลาตัวเล็กตัวน้อยและผักใบเขียว เช่น คะน้า ผักโขม กวางตุ้งและบรอกโคลี ทั้งยังจะต้องดื่มน้ำให้เพียงพอ หรืออย่างน้อยวันละ 8-12 แก้ว เพื่อป้องกันการขาดน้ำโดยควรรับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตให้น้อยลงและให้เลือกรับประทานข้าวชนิดที่มีการขัดสีน้อย เน้นอาหารจำพวกเนื้อปลาเพราะย่อยง่ายและดื่มน้ำสมุนไพรที่มีน้ำตาลน้อยแทนการดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนซึ่งส่งผลเสียต่อกระดูก

🥗🍚🍌🥒🍄 อาหารที่เหมาะกับคนในวัย 60 ปีขึ้นไป 👵🥛🥕👴🥣

หรือวัยสูงอายุ ซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายเริ่มเสื่อมลงอวัยวะต่างๆเริ่มทรุดโทรม โดยเฉพาะเซลล์สมอง หัวใจ ไต ปอด กล้ามเนื้อ กระดูกและต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยลง จึงส่งผลให้การเผาผลาญพลังงานในร่างกายลดลงตามไปด้วย จึงเป็นวัยที่ต้องการพลังงานน้อยลง การรับประทานอาหารของคนในวัยนี้ จึงควรทานอาหารให้พอเหมาะและทานให้เป็นเวลาสม่ำเสมอ ได้แก่ มื้อเช้าควรเป็นอาหารที่ให้พลังงานและโปรตีนในปริมาณที่เพียงพอ และควรมีผักผลไม้เพื่อให้วิตามินและแร่ธาตุแก่ร่างกายด้วย นอกจากนี้ก่อนนอนก็ควรดื่มเครื่องดื่มอุ่นๆสักถ้วย เพื่อช่วยให้นอนหลับสนิทและไม่ควรงดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่งโดยเฉพาะในยามเจ็บป่วย เพราะจะทำให้การฟื้นตัวช้าลงและควรทานอาหารให้หลากหลาย โดยเลือกทานอาหารรสธรรมชาติและไม่ควรทานมื้อเย็นจนอิ่มมากเกินไป

ไม่ว่าคุณจะกำลังอยู่ในช่วงวัยไหนก็ตาม จำเป็นที่จะต้องดูแลเรื่องของอาหารการกินให้มากเป็นพิเศษเหมือนๆกันทุกช่วงวัย เพราะคนส่วนใหญ่มักจะดูแลตัวเองก็ต่อเมื่อพบว่าเป็นโรคหรือมีปัญหาด้านสุขภาพแล้ว นอกจากนี้การเพิ่มกิจกรรมการเคลื่อนไหวร่างกายระหว่างวันให้มากขึ้นและทำบ่อยๆจนเป็นนิสัย ก็จะช่วยให้มีสุขภาพดียิ่งขึ้นรวมทั้งเอื้อประโยชน์ต่อระบบการไหลเวียนเลือด ควบคุมน้ำหนักและช่วยลดความตึงเครียดของร่างกายได้ด้วย จำไว้ว่าการรู้จักเลือกรับประทานที่เหมาะกับช่วงวัยจะทำให้ผู้อื่นไม่สามารถเดาอายุคุณจากรูปร่างหน้าตาได้เลย 🥦💪🍚👍🍅🥛

กินวิตามินซีช่วยแก้อาการหวัดได้จริงเหรอ ?

0

เรามีเคล็ดลับ การดูแลสุขภาพ กับประโยชน์จาก วิตามินซี 🍊🍋🍅 ซึ่งวิตามันซีมีส่วนช่วยในการแก้หวัด ซึ่งจะช่วยบรรเทาและป้องกันไข้หวัดได้อย่างดีเยี่ยม ! เพียงแค่ทานวิตามินซีเสริม หรือ ทานผักผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซีเท่านั้น ! แต่ก็ยังคงเป็นข้อสงสัยสำหรับหลายๆคน ว่าวิตามินซีสามารถช่วยแก้อาการไข้หวัดได้จริงเหรอ ? แก้ได้อย่างไร ? และมีวิธีการทานวิตามินซีอย่างไรเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ดีที่สุด ? ถ้าอยากรู้เราไปทำความรู้จักกับวิตามันซีกันค่ะ👇👇

🍊🍹🍋 รู้จักกับวิตามินซี 🍊🍹🍋

วิตามินซี 🍊🍹 คือวิตามินชนิดหนึ่งที่มีความจำเป็นต่อร่างกายของคนเรา เพราะมีประโยชน์อย่างมากมายและสามารถเสริมสร้างภูมิคุ้นกันให้กับร่างกายได้เป็นอย่างดี โดยวิตามินซีสามารถละลายน้ำได้ จึงทำให้ร่างกายดูดซึมวิตามินซีได้ดีพอสมควร โดยพบว่าในหนึ่วันร่างกายของคนเราจะมีความต้องการวิตามินซีที่แตกต่างกันไป ยกตัวอย่างเช่น

  • วัยเด็ก 1-8 ปี ต้องการวิตามินซีวันละ 35 มก.
  • วัยรุ่น 13-15 ปี ต้องการวิตามินซีวันละ 75 มก.(ผู้ชาย) และ 65 มก.(ผู้หญิง)
  • วัย 19 + ปี ต้องการวิตามินซีวันละ 90 มก.(ผู้ชาย) และ 75 มก.(ผู้หญิง)
  • หญิงตั้งครรภ์ ต้องการวิตามินซีวันละ เพิ่มขึ้นจากปกติ 10 มก.

🍊😷🍋🤒🍹 วิตามินซี แก้หวัดได้จริงหรือไม่ ? 🍊😷🍋🤒🍹

เป็นคำถามที่หลายคนเกิดความสงสัยมานาน ว่าวิตามินซีจะสามารถแก้อาการไข้หวัดได้จริงหรือไม่ ? ซึ่งจากการศึกษาพบว่า วิตามินซีมีส่วนช่วยในการแก้หวัดได้จริง แต่ทำได้แค่ช่วยลดความรุนแรงของอาการป่วย สามารถช่วยฟื้นฟูสุขภาพให้หายจากอาการป่วยเร็วขึ้นเท่านั้นเองค่ะ สำหรับการป้องกันไม่ให้เกิดไข้หวัด ยังไม่พบว่าวิตามินซีสามารถป้องกันได้จริงหรือไม่ แต่การทานวิตามินซีเป็นประจำก็มีประโยชน์ต่อร่างกายไม่น้อยเลยทีเดียว ส่วนการที่วิตามินซีสามารถลดความรุนแรงของอาการป่วยได้อย่างไร ? นั่นก็เพราะวิตามินซีมีคุณสมบัติในการต่อต้านอนุมูลอิสระและช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน จึงทำให้อาการป่วยทุเลาลงอย่างที่เข้าใจนั่นเองค่ะ

ประโยชน์ของวิตามินซีที่มีต่อสุขภาพ 🍊🍹🍋💪

ไม่เพียงแต่อาการไข้หวัดเท่านั้น ที่วิตามินซีสามารถลดความรุนแรงของอาการป่วยได้ แต่ยังมีโรคอื่นๆ ที่สามารถบรรเทาอาการด้วยการทานวิตามินซีได้อีกด้วย ซึ่งได้แก่

1.โรคภูมิแพ้

วิตามินซีสามารถบรรเทาอาการป่วยจากโรคภูมิแพ้ได้ โดยเฉพาะภูมิแพ้อากาศและหอบหืด ซึ่งจะช่วยให้อาการค่อยๆ ดีขึ้น และจะยิ่งมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อทานวิตามินซีควบคู่ไปกับการรักษาทางการแพทย์ นั่นก็เพราะโรคภูมิแพ้เกิดจากการที่ร่างกายอ่อนแอ การทานวิตามินซีจึงเข้าไปเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงจนสามารถบรรเทาอาการของโรคภูมิแพ้ได้นั่นเอง

2.อาการปวดไมเกรน

วิตามินซีเมื่อนำมาทานคู่กับกรดแพนโทเธนิค จะช่วยป้องกันและบรรเทาอาการปวดหัวไมเกรนได้ดี เนื่องจากวิตามินซีและกรดตัวนี้จะออกฤทธิ์ยับยั้งอาการปวดและคลายเส้นเลือดให้เลือดไหลเวียนได้อย่างสะดวกมากขึ้น

3.โรคลักปิดลักเปิด

โรคฮิตในคนที่ขาดวิตามินซี ซึ่งวิธีที่จะช่วยรักษาและป้องกันโรคนี้ได้ดี ก็คือการทานวิตามินซีให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายนั่นเอง นอกจากนี้ยังสามารถป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟันได้อีกด้วย

4.โรคมะเร็ง

การทานวิตามินซีบ่อยๆ จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงและสามารถต่อต้านอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดี จึงสามารถป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้อย่างดีเยี่ยม หรือในผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็ง การทานวิตามินซีบ่อยๆ ก็สามารถชะลออาการและยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็งได้ในระดับหนึ่งเช่นกัน

แหล่งวิตามินซีที่พบในธรรมชาติ 🌳🍊🌲🍋

ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะสามารถทานวิตามินซีได้จากวิตามินเสริม แต่เพื่อสุขภาพและเพื่อให้ได้ประโยชน์ที่ดีที่สุด ควรเลือกทานวิตามินซีจากแหล่งที่พบในธรรมชาติดีกว่า ซึ่งต้องบอกเลยว่าผักผลไม้ในเมืองไทยของเรานั้นก็มีวิตามินซีไม่น้อยเลยทีเดียว โดยเราก็ได้รวบรวมผักผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงมายกตัวอย่างให้ได้รู้จักกันดังนี้ 🍋🍊👇

  • ฝรั่ง 🍈🍈 ผลไม้ที่มีความกรอบอร่อย โดยพบว่าการทานฝรั่ง 100 กรัม จะได้รับวิตามินซีสูงถึง 160 มิลลิกรัมและยังอุดมไปด้วยคุณประโยชน์มากมายที่ดีต่อสุขภาพอีกด้วย แต่การทานฝรั่งเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดแนะนำให้ทานทั้งเปลือก เพราะวิตามินซีส่วนใหญ่จะอยู่ที่เปลือกของฝรั่งนั่นเอง
  • มะละกอสุก 🏺🏺  เป็นผลไม้ที่มีรสชาติหวานอร่อยและขึ้นชื่อในการเป็นยาระบาย ช่วยขับปัสสาวะ รวมถึงรักษาอาการเลือดออกตามไรฟันและโรคลักปิดลักเปิดได้ดี โดยพบว่าการทานมะละกอสุก 100 กรัม จะได้รับวิตามินซีสูงถึง 70 มิลลิกรัมเลยทีเดียว
  • ส้มโอ 🍐🍐ผลไม้ที่นอกจากทานสดๆ แล้วก็สามารถนำไปทำยำ สลัดหรือส้มตำได้อีกด้วย โดยพบว่าส้มโอ 100 กรัม สามารถให้วิตามินซีได้มากถึง 44 มิลลิกรัม และช่วยแก้อาการไข้หวัด ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับเสมหะหรือบรรเทาอาการจุกเสียดแน่นท้องได้เป็นอย่างดี รู้แบบนี้มาทานส้มโอเพื่อสุขภาพกันเถอะ
  • บร็อคโคลี่ 🥦🥦ผักที่สามารถนำมาประกอบอาหารได้อย่างหลากหลายและอุดมไปด้วยคุณประโยชน์มากมาย ซึ่งพบว่าในบร็อคโคลีก็มีวิตามินซีไม่น้อยเหมือนกัน จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการเสริมวิตามินซีให้กับร่างกายเป็นอย่างมาก โดยพบว่าบร็อคโคลีสุกประมาณครึ่งถ้วยจะมีวิตามินซีประกอบอยู่ประมาณ 51 มิลลิกรัมเลยทีเดียว
  • ส้ม 🍊🍹🍊ผลไม้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสัญลักษณ์ของวิตามินซี เพราะเมื่อพูดถึงวิตามินซีคนส่วนใหญ่ก็จะนึกถึงส้มทันที โดยส้ม 1 ผล พบว่ามีวิตามินซีอยู่มากถึง 82 มิลลิกรัม ดังนั้นสำหรับใครที่มักจะทานส้มบ่อยๆ รับรองได้เลยว่าไม่มีปัญหาเรื่องการขาดวิตามินซีอย่างแน่นอน
  • สตรอว์เบอร์รี่ 🍓🍓ผลไม้รสเปรี้ยวอมหวานที่ราคาสูงมาก แต่ก็มีความอร่อยและอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์มากมาย โดยเฉพาะวิตามินซี ซึ่งการทานสตรอว์เบอร์รี่ประมาณ 100 กรัมจะพบว่ามีวิตามินซีประกอบอยู่มากถึง 66 มิลลิกรัมเลยเชียว แถมยังอุดมไปด้วยซูเปอร์ไฟเบอร์เพคติน ที่จะช่วยดับกลิ่นปาก ลดระดับคอเลสเตอรอลและดูแลสุขภาพเหงือกและฟันได้อย่างดีเยี่ยมอีกด้วย
  • ขี้เหล็ก 🌿🌿 ผักที่มีรสชาติขม ซึ่งหลายคนอาจไม่ค่อยปลื้มกับผักชนิดนี้มากนัก แต่ก็ต้องบอกเลยว่าเข้าตำหรับหวานเป็นลม ขมเป็นยาเลยทีเดียว โดยพบว่าในขี้เหล็ก 100 กรัม มีปริมาณวิตามินซีสูงถึง 484 มิลลิกรัม ไม่น่าเชื่อเลยใช่ไหม เพราะฉะนั้นลองมองข้ามเรื่องรสชาติของมันแล้วหันมาทานขี้เหล็กให้มากขึ้นกันดีกว่า
  • ใบย่านาง 🍃🍃พืชผักสมุนไพรที่นิยมนำมาเป็นส่วนประกอบของเมนูยำต่างๆ ซึ่งนอกจากจะให้ประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมากมายแล้ว ก็มีวิตามินซีมากถึง 141 มิลลิกรัม/100กรัม อีกด้วย วิตามินซีสูงแบบนี้จะพลาดไม่ได้เลยเชียว
  • สับปะรด 🍍🍍 สับปะรดเป็นผลไม้ที่มีรสหวานซ่อนเปรี้ยวที่ถือว่าไม่ธรรมดา เพราะสับปะรดสด 1 ถ้วย มีวิตามินซีมากถึง 79 มิลลิกรัม แถมยังมีเอนไซม์ชื่อว่า โบรมีลีน เป็นจำนวนมาก ซึ่งอาจมีส่วนช่วยย่อยโปรตีน ไม่ว่าจะทานเป็นผลเดี่ยว หรือนำไปทำสมูทตี้ ก็ล้วนแต่ช่วยให้รู้สึกสดชื่นขึ้นได้ค่ะ
  • กีวี 🥝🥝 กีวีถือเป็นสุดยอดแหล่งของวิตามินซี เพราะกีวีเพียงแค่ 2 ชิ้นเล็ก มีวิตามินซีมากถึง 128 มิลลิกรัม นอกจากนี้นักวิจัยยังพบด้วยว่า การทานกีวีสามารถช่วยให้เรานอนหลับเร็ว และทำให้การนอนมีคุณภาพมากขึ้น ซึ่งมีแนวโน้มว่าเป็นเพราะระดับเซราโทนินที่พบได้มากในกีวี ฮอร์โมนดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้เราง่วงนอนนั่นเอ

วิตามินซี ได้รับมากเกินก็มีโทษ ❎👩‍⚕️🍊🥝🍍💉

ถึงแม้ว่าวิตามินซีจะมีประโยชน์ต่อร่างกายของคนเราและควรได้รับวิตามินซีอย่างเพียงพอเสมอ แต่การได้รับมากเกินไปก็อาจก่อให้เกิดโทษได้เหมือนกัน โดยมีอันตรายจากวิตามินซีดังนี้

  • เสี่ยงเป็นนิ่วในไต เพราะวิตามินซีจะไปรบกวนการดูดซึมของซีลีเนียมและทองแดง ที่มีความจำเป็นต่อการป้องกันนิ่วในไต จึงทำให้มีความเสี่ยงต่อการเป็นนิ่วมากขึ้นและมีความอันตรายไม่น้อยเลยทีเดียว
  • ท้องอืด ท้องเฟ้อ ส่วนใหญ่จะเกิดจากการได้รับวิตามินซีมากกว่า 10,000 มิลลิกรัมต่อวัน จึงทำให้มีอาการแน่นท้องและท้องอืดได้ นอกจากนี้ก็อาจเกิดอาการท้องสียได้อีกด้วย

วิธีป้องกันและรักษาอาการหอบหืด ด้วยสูตรง่ายๆ จากธรรมชาติ

0

👩‍⚕️💉💊😷 หลายคนคงรู้กันดีว่า โรคหอบหืด เป็นหนึ่งในอาการที่พบเจอได้กับทุกเพศทุกวัยและผู้ป่วยที่เป็นโรคหอบหืดก็จะมีความลำบากในการหายใจเข้าหายใจออกอยู่บ่อยครั้ง เนื่องจากทางเดินอากาศหรือที่เรารู้จักกันดีว่าเป็นท่อเล็กๆ ในร่างกายที่นำพาอากาศเข้าและออกจากปอดนั้น มีปฏิกิริยาที่ตอบสนองไวมากต่อสารภูมิแพ้รอบข้างจนเกิดอาการแพ้ระคายเคืองและอักเสบ แต่ถ้าเรารู้ถึงสาเหตุของการเกิดโรคหอบหืด อาการของมัน รวมไปถึง การดูแลสุขภาพ และการป้องกันแล้ว ย่อมทำให้เรารู้ทันในการปฏิบัติตัวต่อตัวเอง หรือคนรอบข้างที่ต้องเผชิญกับอาการเหล่านั้นได้อย่างเข้าใจยิ่งขึ้น 💉👩‍⚕️💊👍

 สาเหตุของโรคหอบหืด 🤒💊😷

โรคหอบหืด เป็นโรคที่เกิดจากการที่ร่างกายของผู้ป่วยมีภาวะตีบแคบของหลอดลม อันเนื่องมาจากเป็นการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อที่ผนังหลอดลม เพราะเมื่อหลอดลมของร่างกายมีการตีบแคบลงก็จะทำให้อากาศที่ผ่านเข้าออกหลอดลมนั้นทำได้ลำบากมากขึ้น และได้รับอากาศอย่างไม่เพียงพอจึงทำให้หายใจถี่ขึ้นกว่าปกติ ดังนั้น โรคหอบหืดจึงเป็นโรคที่สามารถถ่ายทอดได้ทางกรรมพันธุ์เสียส่วนใหญ่

อาการของโรคหอบหืด 🤒🤧

ผู้ป่วยโรคหอบหืดจะมีอาการหายใจที่ลำบากมีอาการอึดอัดแน่นหน้าอก  โดยเฉพาะในช่วงที่หายใจออกจะหายใจเสียงดัง บางรายอาจถึงขั้นมีอาการไอ มีเสมหะข้นเหนียวและคันในจมูกร่วมด้วย สำหรับโรคนี้ อาการของมันมักจะเป็นในตอนกลางคืนหรือช่วงที่เราสัมผัสกับสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดการแพ้นั่นเองค่ะ

การป้องกันโรคหอบหืด 👩‍⚕️💊💉

  1. สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคหอบหืด จะต้องคอยพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่ตนเองแพ้ ไม่ว่าจะด้วยการสัมผัสหรือรับประทานเข้าไป หากสัมผัสหรือรับประทานอาหารเข้าไปแล้วมีอาการหอบหืดขึ้นมา ต้องรีบพบแพทย์ทันที
  2. ควรรักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ ด้วยการดื่มน้ำอุ่นบ่อยๆ เพื่อให้ร่างกายได้รับน้ำอย่างเพียงพอ และน้ำอุ่นยังสามารถทำให้ร่างกายขับเสมหะได้ดีขึ้นด้วย
  3. ผู้ป่วยควรทำจิตใจให้สบายอยู่บ่อยครั้ง และควรหาเวลาออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พร้อมกับรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ทุกมื้อ เพื่อสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคให้แข็งแรงมากยิ่งขึ้นค่ะ
  4. หากผู้ป่วยที่เคยเข้ารับการรักษาจากโรงพยาบาล ควรรับประทานยาตามแพทย์สั่งพร้อมปฏิบัติตนตามที่แพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัด

เมื่อเราทราบถึงสาเหตุ ของอาการและการป้องกันโรคหอบหืดกันไปแล้ว และวิธีการรักษาโรคหอบหืดด้วยวิธีง่ายๆ ที่สามารถหาวัตถุดิบต่างๆ ได้จากบ้านเรา แต่สำหรับบางวัตถุดิบที่มีอยู่ตามร้านค้าในต่างประเทศ เราก็สามารถหาซื้อจากตัวแทนจำหน่ายในเมืองไทยได้อย่างง่ายดายเช่นกัน ซึ่งวิธีการรักษานั้นมีมากมายหลายวิธีมีดังนี้ 👩‍⚕️💊💉👇

🍯🥛🍳 5 วิธีการรักษาโรคหอบหืดแบบง่ายๆด้วยธรรมชาติ 🍯🥛🍳

สูตรที่ 1

ส่วนผสม : น้ำหัวหอม 1 แก้วเล็ก, น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีใช้ : นำน้ำหัวหอมผสมกับน้ำผึ้ง รับประทานเช้าและเย็นประมาณ 1 เดือน

สูตรที่ 2

ส่วนผสม : น้ำมันเทียนดำ

วิธีใช้ : นำน้ำมันเทียนดำมาเผาไฟสูดดมควัน พร้อมกับนำน้ำมันเทียนดำทาบริเวณหน้าอกและหลังก่อนนอนทุกวัน

สูตรที่ 3

ส่วนผสม : น้ำผึ้ง  2 ช้อนโต๊ะ, น้ำอุ่น 1 แก้ว

วิธีใช้ : นำน้ำผึ้งผสมกับน้ำอุ่น ดื่มทุกวันทั้งเช้าและเย็น

สูตรที่ 4

ส่วนผสม : นมอูฐ 1 แก้ว

วิธีใช้ : ดื่มนมอูฐ 1 แก้ว ทุกวัน

สูตรที่ 5

ส่วนผสม : ไข่นกเขา 1 ฟอง

วิธีใช้ : นำไข่นกเขามาต้มหรือทอด รับประทานทุกวันเช้าและเย็น

เป็นไงกันบ้างค่ะ กับสูตรการรักษาโรคหอบหืด ที่เราสามารถเลือกทำเองได้ ตามความสามารถที่ตัวเองมีบางสูตรอาจมีวัตถุดิบที่เราหาได้ยาก ก็ลองเลือกใช้สูตรที่หาวัตถุดิบได้ง่ายๆ ดูนะคะ อย่างน้อยๆ เราจะได้รู้วิธีการรักษาเบื้องต้น หรือ วิธีการรักษาที่ไม่ต้องพึ่งยารักษาจากโรงพยาบาลอีกด้วย 🍯🥛❎🏥👩‍⚕️💊💉

เปลี่ยนหน้าพังให้เนียนใสด้วย 10 สูตรเด็ดพอกหน้าจากมะเขือเทศ !

0

👧🍅👍 ฟื้นฟูหน้าพังๆ ให้เนียนใสกว่าที่เคย สำหรับสาวๆที่ชอบ ดูแลผิวพรรณ บำรุงรักษาใบหน้าตัวเองหลายคนคงทราบกันดีว่า “ มะเขือเทศ ” เจ้าพืชผักสวนครัวสีแดงๆที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี มีสรรพคุณเรื่องของการบำรุงผิวพรรณให้ขาวใสอมชมพู นั่นเป็นเพราะในมะเขือเทศอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมายจริงๆ ซึ่งเราสามารถนำมะเขือเทศมาใช้ได้ทั้งการรับประทาน , การดื่มน้ำมะเขือเทศ หรือ จะนำมะเขือเทศพอกหน้าก็ได้ด้วยเช่นกัน และในนวันนี้เราจะมาแนะนำการใช้ประโยชน์จากมะเขือเทศ และเรายังมีสูตรเด็ด ที่เพิ่มส่วนผสมแสนจะมีประโยชน์ผสานกำลังบำรุงเข้าไปอีกเพื่อให้ผิวของเราได้รับประโยชน์อย่างเห็นผลได้มากที่สุด รับรองว่าแต่ละสูตรไม่ยากสำหรับสาวๆแน่นอนค่ะ 🍅👧👍

🍅🥑🍯🍋 เปลี่ยนหน้าพังให้เนียนใสด้วยสูตรเด็ดพอกหน้าจากมะเขือเทศ 🍅🥑🍯🍋

1.สูตรมะเขือเทศพอกหน้า

สำหรับวิธีแรกนี้ก็เริ่มต้นด้วยสูตรง่ายๆคือการนำมะเขือเทศสดๆมาฝานให้เป็นแผ่นบางๆ แล้วก็นำไปแปะให้ทั่วใบหน้า หรือหากมีเวลาสักหน่อยก็สามารถนำไปปั่นให้ละเอียดเสียก่อน แล้วก็นำมาพอกหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาทีค่อยล้างออก หมั่นทำให้ได้สัปดาห์ละ 2-3 ครั้งจะยิ่งช่วยบำรุงผิวพรรณให้ผ่องสดใส แลดูมีเลือดฝาดค่ะ

2.สูตรมะเขือเทศพอกหน้า + โยเกิร์ต

สูตรที่ 2 นี้เป็นการนำประโยชน์จากโยเกิรต์มาใช้เพื่อให้ผิวนอกจากจะสดใส เปล่งปลั่งแล้วยังเนียนนุ่มน่าสัมผัสมากยิ่งขึ้น ส่วนวิธีก็ไม่ยุ่งยากเช่นกัน เพียงแค่นำมะเขือเทศ 1 ลูกมาล้างให้สะอาดแล้วผ่าออกเป็นซีกๆใส่ลงไปในเครื่องปั่น พร้อมกับเติมโยเกิร์ต (รสธรรมชาติ)ลงไปปั่นส่วนผสมให้เข้ากันจนละเอียดดีแล้ว ก็นำมาใช้พอกลงไปที่บนใบหน้าให้ทั่ว พอกทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาดเท่านั้นก็บำรุงผิวหน้าได้แล้วล่ะค่ะ

3.สูตรน้ำมะเขือเทศลดความมัน

ก่อนอื่นหากสาวๆเลือกใช้สูตรนี้อาจจะต้องมีเวลาสักหน่อยเพราะต้องทำเป็นประจำทั้งตอนเช้าและตอนเย็น (หลังจากเช็ดล้างเครื่องสำอางจนสะอาดแล้ว) โดยการนำมะเขือเทศสดปั่นให้ละเอียด แล้วคั้นเอาแต่น้ำมะเขือเทศเพียงอย่างเดียว หลังจากนั้นก็นำสำลีจุ่มลงไปให้ชุ่ม แล้วก็เช็ดไปจนทั่วใบหน้า แช่ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที ถ้าสาวๆทำแบบนี้เป็นประจำทุกวันจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องความมันบนผิวหน้า แถมยังทำให้ผิวกระจ่างใสดูเป็นธรรมชาติอีกต่างหากค่ะ

4.สูตรมะเขือเทศ + น้ำตาล สครับผิวหน้า

เพียงแค่นำมะเขือเทศมาผ่าให้เป็นแผ่นหนาๆซะหน่อยแล้วก็นำไปจุ่มลงในน้ำตาลทราย หลังจากนั้นก็นำไปถูวนๆเบาๆลงไปบริเวณใบหน้าและลำคอ สามารถเน้นบริเวณที่มีสิวเสี้ยนมากๆเช่นตรงบริเวณจมูก ขัดวนแบบนั้นไปเรื่อยๆ 5-10 นาที แล้วปล่อยทิ้งไว้อีก 5 นาที ล้างออกด้วยน้ำเย็นเพื่อให้เซลล์ผิวเก่าที่เสื่อมสภาพหลุดออกมา เผยให้เห็นผิวใหม่ที่ไร้รอยหมองคล้ำ รวมทั้งสิวเสี้ยนต่างๆ

5.สูตรมะเขือเทศพอกหน้า + น้ำมะนาว กระชับรูขุมขน

ในสูตรนี้เราจะใช้เพียงแค่น้ำมะเขือเทศผสมกับน้ำมะนาวเล็กน้อยคนผสมให้เข้ากัน แล้วนำสำลีจุ่มให้ชุ่มเช็ดไปทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที จากนั้นล้างออกให้สะอาดด้วยน้ำอุ่น สามารถช่วยให้รูขุมขนเล็กลง ผิวหน้ากระชับขึ้น เพื่อให้ผลดีอย่างต่อเนื่องจึงควรทำ 2 ครั้งต่อสัปดาห์เป็นอย่างน้อย

6.สูตรมะเขือเทศพอกหน้า + นมเปรี้ยว แก้ปัญหาผิวไหม้แดด

สูตรนี้มีขั้นตอนเหมือนกับสูตรที่ 5 คือใช้น้ำมะเขือเทศสดมาผสมกับนมเปรี้ยว (รสธรรมชาติ) คนให้เข้ากัน แต่เน้นทาลงไปเฉพาะบริเวณผิวที่ผจญปัญหาไหม้อันเกิดมาจากโดนแดดเผา ทาทิ้งไว้ประมาณ 20-30 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น หมั่นทำสม่ำเสมอผิวตรงที่มีอาการไหม้ก็จะค่อยดีๆขึ้นตามลำดับ พร้อมบำรุงผิวให้กลับมาสดใสดั่งเดิม

7.สูตรมะเขือเทศพอกหน้า + น้ำแตงกวา

สำหรับสูตรนี้จะใช้แตงกวากับมะเขือเทศเป็นหลัก เหมาะสำหรับสาวๆที่ต้องการให้รูขุมขนกระชับ ใบหน้าเรียบเนียนใส ด้วยการนำมะเขือเทศกับแตงกวามาปั่นรวมกันให้ละเอียด แล้วกรองเอาแต่น้ำจากนั้นใช้สำลีจุ่มน้ำให้ชุ่มแล้วเช็ดไปทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ก่อนประมาณ 15-20 นาที ค่อยล้างออกด้วยน้ำอุ่นทำให้ได้วันละครั้งรับรองว่าเห็นผลอย่างชัดเจน

8.สูตรมะเขือเทศพอกหน้า + อะโวคาโด้

อะโวคาโด้ก็เป็นอีกหนึ่งผลไม้ที่มีประโยชน์ต่อผิวสุดๆเมื่อนำมาผสมกับมะเขือเทศบอกเลยว่าสุดยอดมากๆ แถมวิธีทำก็ไม่ได้ยากอะไร เพียงแค่นำเนื้ออะโวคาโด้มาใส่เครื่องปั่นรวมกับมะเขือเทศปั่นไปเรื่อยๆจนเป็นเนื้อเดียวกัน เมื่อได้แล้วก็นำมาพอกหน้าทิ้งไว้ 10-20 นาที ล้างออกด้วยน้ำอุ่น ตบท้ายด้วยน้ำเย็นอีกครั้ง เป็นอันจบสิ้นกระบวนการหน้าเนียนใสสุขภาพดี

9.สูตรมะเขือเทศพอกหน้า + น้ำผึ้ง

ในเรื่องบำรุงผิวหน้าย่อมขาดสูตรที่นำน้ำผึ้งมาเป็นส่วนผสมไม่ได้เลย เพราะน้ำผึ้งมีประโยชน์ต่อผิวพรรณเป็นอย่างมาก ทั้งบำรุงให้ผิวหน้าเนียนนุ่มชุ่มชื้น รวมทั้งขจัดรอยด่างดำจากแผลเป็นจากสิวได้อย่างยอดเยี่ยม เช่นเดียวกับสูตรนี้ คือนำมะเขือเทศประมาณครึ่งลูกมาปั่นให้ละเอียดพร้อมกับใส่น้ำผึ้งลงไป 1 ช้อนโต๊ะ ปั่นให้เข้ากันดี แล้วพอกหน้าทิ้งไว้ 15 นาที เมื่อครบเวลาก็ล้างออกด้วยน้ำเย็นให้สะอาดเท่านี้ผิวหน้าของสาวๆก็ดูสุขภาพดีแบบเป็นธรรมชาติแล้วล่ะ

10.สูตรมะเขือเทศพอกหน้า + น้ำมันมะกอก

ใครมีปัญหาผิวแห้งมาทางนี้เลยจ้า!! ด้วยส่วนผสมของน้ำมันมะกอกสามารถช่วยแก้ปัญหาเรื่องผิวแห้ง ลอกเป็นขุย ทำให้ผิวหน้าเนียนนุ่มมากกว่าเดิมอย่างที่สัมผัสได้ด้วยตัวเอง ขั้นตอนก็เพียงนำมะเขือเทศครึ่งลูกใส่ลงไปในเครื่องปั่น เติมน้ำมันมะกอกลงไปประมาณครึ่งช้อนโต๊ะ ปั่นให้ละเอียดจนเข้ากันดี ก็นำมาพอกหน้าทิ้งไว้ 15 นาที ใช้น้ำเย็นล้างออก

🍅👧🍯🍅👧🍋🥑 ง่ายกันมั้ยหล่ะค่ะกับ สูตรมะเขือเทศพอกหน้าทั้ง 10 สูตรที่นำมาฝากกัน ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติที่เห็นผลลัพธ์อย่างชัดเจนและยังปลอดภัยแบบสุดๆ แต่ต้องบอกก่อนว่าอะไรที่เป็นธรรมชาติอาจจะใช้เวลาสักนานนิด ต้องใจเย็นๆ หมั่นทำอย่างสม่ำเสมอ เพราะยังไงแล้วอะไรที่มาจากธรรมชาติย่อมดีเสมอ ไม่เป็นผลเสียอย่างแน่นอนค่ะ รับรองว่าผิวของสาวๆจะสวยใสเป็นธรรมชาติแน่นอนค่ะ 🍅👧🍯🍅👧🍋🥑

 

สวยแบบประหยัดกับเคล็ดลับทำให้ผิวหน้าขาวใสแบบธรรมชาติ !!

0

🌞👓👧👒 แดดเมืองไทยของเราบอกได้คำเดียวว่า ไหม้ค่ะ ! ไม่ว่าจะเป็นแสงแดดที่พร้อมแผดเผาผิวหน้าผิวกายให้หมองคล้ำ ไหนจะเหล่ามลพิษรอบตัวที่เกาะกุมผิวได้ตลอดเวลา หากเราล้างหน้าไม่สะอาด ผิวหน้าก็ย่อมหมองคล้ำไม่สวยสดใส นำมาซึ่งปัญหาสิว ฝ้า กระ จุดด่างดำและยังเป็นสาเหตุของการเกิดริ้วรอยก่อนวัย ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องหันมา ดูแลผิวพรรณ ของเราและป้องกันมลพิษทั้งหลายที่ทำให้ผิวหน้าเราหมองคล้ำ ใครที่กำลังมองหาวิธีทำให้หน้าขาวใสด้วยวิธีธรรมชาติมาบำรุงรักษาดูแลผิวไปพร้อมๆ กัน เรามีเคล็ดลับดีๆมาฝากกันค่ะกับ 🍅🥛🥒👧  8 เคล็ดลับเพื่อผิวหน้าขาวใสด้วยวิธีธรรมชาติ 🌞👓👧👒 บอกเลยปลอดภัยไร้สารพิษตกค้าง แถมหน้ายังขาวใสวิ๊งสมใจอีกด้วยค่ะ ทำยังไงบ้างไปติดตามดูกันค่ะ…👍😍👇

 🍅🥛🥒👧 8 เคล็ดลับเพื่อผิวหน้าขาวใสด้วยวิธีธรรมชาติ 🍅🥛🥒👧

1.ใส่ใจรักษาความสะอาดของผิวหน้า วิธีทําให้หน้าขาวแบบธรรมชาติ

หน้าขาวแบบธรรมชาติ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าสาวๆ ต้องล้างหน้าบ่อยๆ หรอกนะคะ เพราะมีผลจากการศึกษาจากผู้เชี่ยวชาญพบว่า การล้างหน้าที่เหมาะสมนั้น ล้างเพียงวันละ 2 ครั้งก็พอแล้ว เพราะการล้างหน้าที่บ่อยเกินไปอาจทำให้ผิวแห้งและระคายเคือง หรือสำหรับสาวหน้ามันก็อาจจะทำให้ใบหน้ามันเยิ้มขึ้นยิ่งกว่าเดิม เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่ผิวแห้งมากเกินไป จะทำให้ผิวหนังขับ sebum หรือไขมันใต้ชั้นผิวออกมามากขึ้นนั่นเอง อีกทั้งยังอาจส่งผลให้เกิดริ้วรอยก่อนวัยอีกด้วย โดยการทำความสะอาดผิวหน้าที่ดีที่สุดนั้น ก็คือ การล้างหน้าให้สะอาดอยู่เสมอด้วยสบู่หรือโฟมล้างหน้าที่มีความอ่อนโยน เช้า – เย็นในกรณีแต่งหน้า ก็ควรเช็ดทำความสะอาดเครื่องสำอางให้หมดจดด้วยผลิตภัณฑ์เช็ดล้างเครื่องสำอางนั่นเอง

2.สูตรล้างหน้าเพื่อผิวขาวใส

สูตรทําให้หน้าขาวแบบธรรมชาติ การล้างหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ ควรเลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวที่เหมาะกับผิวของคุณที่สุด เพราะจะช่วยชะล้างสิ่งสกปรกให้ออกไปจากผิว ทำให้ผิวหน้าสะอาดและพร้อมรับการบำรุงในขั้นตอนต่อไป ดังนั้นสาวๆจึงควรเลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าที่เหมาะกับสภาพผิว เพื่อให้การทำความสะอาดผิวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อเป็นการช่วยชะล้างสิ่งสกปรกออกจากรูขุมขนได้มากยิ่งขึ้น พร้อมกับช่วยเติมสารอาหารผิวอย่างล้ำลึกไปพร้อมๆ กัน เราขอแนะนำสูตรล้างหน้าที่ทำเองได้จากวัตถุดิบธรรมชาติดังนี้

  • สูตรน้ำมันมะพร้าว น้ำมันมะพร้าวมีคุณสมบัติเป็นคลีนเซอร์สูตรอ่อนโยนต่อผิวหน้าได้ดีทีเดียว ซึ่งหลังจากเผชิญสิ่งสกปรกและมลภาวะมาตลอดทั้งวัน ให้ใช้น้ำมันมะพร้าวนวดลงบนผิวหน้าเบาๆ ให้น้ำมันซึมซาบให้ทั่วผิวหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 30 วินาทีจากนั้นนำผาขนหนูชุบน้ำอุ่นมาประคบให้ทั่วผิวหน้าเพื่อเปิดรูขุมขน รออีกประมาณ 15-30 วินาที ค่อยเช็ดออกด้วยผ้าขนหนูนุ่มๆ วิธีนี้จะช่วยขจัดสิ่งสกปรกที่อุดตันรูขุมขนให้ออกไปอย่างหมดจด
  • สูตรจากแอปเปิลไซเดอร์ ให้นำแอปเปิลไซเดอร์ 1 ส่วนผสมน้ำ 2 ส่วน ชุบสำลีเช็ดให้ทั่วใบหน้าหลังล้างหน้า ใช้แทนโทนเนอร์ที่สาวๆ มักใช้หลังล้างหน้า แอปเปิลไซเดอร์จะช่วยปรับสภาพผิวให้เป็นกลาง ไม่มันและไม่แห้งเกินไป และยังช่วยปรับสภาพความเป็นกรดด่างของผิวให้เป็นกลาง ซึ่งเป็นสภาพผิวที่สามารถซึมซับมอยส์เจอไรเซอร์และครีมบำรุงผิวได้ดีที่สุด อีกทั้งยังช่วยให้ผิวมีความเนียนนุ่มและดูกระจ่างใสได้มากทีเดียว
  • สูตรน้ำผึ้งและมะนาว น้ำผึ้งและมะนาวเป็นส่วนประกอบจากธรรมชาติที่ช่วยบำรุงผิวและฆ่าเชื้อ ผสมน้ำผึ้ง 1 ช้อนชาเข้ากับน้ำมะนาว 2 ช้อนชา จากนั้นทาให้ทั่วผิวหน้าอย่างนุ่มนวลด้วยนิ้วมือของคุณ รอจนกว่าจะแห้งแล้วค่อยล้างออกด้วยน้ำอุ่น น้ำผึ้งช่วยฆ่าเชื้อโรคได้ตามธรรมชาติซึ่งจะช่วยป้องกันการเกิดสิว นอกจากนี้ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่จะช่วยชะลอความชราของผิว ส่วนน้ำมะนาวมีกรดซิตริกที่ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียและช่วยให้ผิวหน้าขาวกระจ่างใสได้อย่างเป็นธรรมชาติ
  • สูตรโยเกิร์ต โยเกิร์ตนั้นมีคุณสมบัติช่วยทำความสะอาดผิวหน้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพราะประกอบไปด้วยโปรตีนและกรดแลคติกที่ช่วยในการล้างพิษออกจากผิวหน้า และยังช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออก เผยผิวใหม่ที่เปล่งปลั่งกระจ่างใส นอกจากนี้ โปรตีนจากในโยเกิร์ตยังช่วยกระชับรูขุมขนและให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวหน้า อีกทั้งยังช่วยลดเลือนริ้วรอยได้อย่างเป็นธรรมชาติอีกด้วย เพียงใช้นิ้วที่สะอาดแตะโยเกิร์ตมาแต้มลงบนผิวหน้า ค่อยๆ ใช้นิ้วนวดเป็นวงกลมให้ทั่วผิวหน้าเพื่อทำความสะอาดอย่างทั่วถึง จากนั้นทิ้งเอาไว้ 2-3 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด เมื่อทำเป็นประจำผิวหน้าจะขาวสดใสขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
  • สูตรน้ำมันมะกอก น้ำมันมะกอกอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและยังสามารถเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวหน้าได้อย่างยอดเยี่ยม จึงเป็นสูตรทำความสะอาดผิวที่เหมาะกับผิวแห้ง โดยนำโคลด์ครีม 1/2 ถ้วยผสมกับน้ำมันมะกอก 1/4 ถ้วย และแอปเปิลไซเดอร์ 1/4 ถ้วย จากนั้นคนให้เข้ากันแล้วนำมานวดอย่างเบามือให้ทั่วผิวหน้าเพื่อทำความสะอาดอย่างทั่วถึง สูตรล้างหน้าด้วยน้ำมันมะกอกนี้จะอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่จะลดอาการระคายเคืองของผิวที่เกิดจากแดดเผา ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของสิวและช่วยให้ผิวหน้าเรียบเนียนและขาวกระจ่างใสขึ้น

3.ทาครีมบำรุงผิวที่มีไวท์เทนนิ่งเข้มข้น

การทําให้หน้าขาวแบบธรรมชาติ หลังจากล้างหน้าเสร็จในขณะที่ผิวหน้ายังชื้นหมาดๆ ควรทาครีมบำรุงผิวที่มีส่วนทำให้ผิวขาวทันที ทั้งนี้เพื่อให้เนื้อครีมช่วยเก็บกักความชุ่มชื้นเอาไว้กับผิวได้อย่างยาวนาน และยังช่วยให้ผิวหน้าขาวใสอย่างเป็นธรรมชาติขึ้นได้พร้อมกัน ที่สำคัญสาวๆ ควรเลือกใช้ครีมบำรุงหรือมอยส์เจอไรเซอร์ที่มีเนื้อบางเบาสำหรับกลางวันเพื่อป้องกันการอุดตันของผิว และลดความเหนียวเหนอะหนะในระหว่างวัน ส่วนในตอนกลางคืนให้เลือกใช้ครีมบำรุงที่มีเนื้อเข้มข้น เพื่อให้การบำรุงอย่างเต็มที่ ซึ่งในการทาครีมบำรุงนั้นไม่จำเป็นต้องใช้ในปริมาณมากๆ เพราะนอกจากจะสิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็นแล้ว ยังอาจทำให้เนื้อครีมซึมซาบเข้าสู่ผิวได้ไม่หมด หลงเหลือตกค้างอยู่บนผิวจนทำให้หน้ามันและเหนียวเหนอะหนะได้ นอกจากนี้ ควรเลือกให้เหมาะกับตัวเองที่สุดด้วย เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการบำรุงอย่างสูงสุดนั่นเอง

4.ทาครีมกันแดดเป็นประจำทุกวัน

วิธีทําให้หน้าขาวแบบเป็นธรรมชาติ เนื่องจากแสงแดดในปัจจุบันร้อนแรงมาก และนี่ก็คือ ตัวการทำลายผิวหน้าให้คล้ำเสียจากแดดได้ง่าย การทาครีมกันแดดจึงนับว่าเป็นสุดยอดผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้ผิวหน้าขาวใสด้วยวิธีธรรมชาติได้อย่างง่ายดาย เพียงสาวๆ ทาครีมกันแดด SPF 30 ก่อนออกจากบ้านเป็นประจำทุกวัน พร้อมกันนี้ ควรหมั่นหลบเลี่ยงการเผชิญแสงแดดจะดีที่สุด อาจกางร่ม สวมแว่นตากันแดดและสวมหมวก พร้อมกับแต่งตัวให้มิดชิดเพื่อปกป้องผิวในส่วนอื่นๆ ไม่ให้ถูกแดดเผาพร้อมๆ กัน ทำได้ตามนี้ทุกวัน ผิวหน้าไม่มีทางคล้ำเสียจนหมดสวยแน่นอน

5.สครับผิวอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง

หน้าขาวใสแบบธรรมชาติ ควรสครับผิวอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เพื่อขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออก ทำให้ผิวใหม่มีโอกาสขึ้นมาทดแทนผิวเดิม ทำให้ผิวหน้าขาวใสขึ้น นอกจากนี้การสครับผิวยังช่วยให้ผิวหน้ามีเลือดหมุนเวียนมาหล่อเลี้ยงได้ดี ทำให้ผิวมีเลือดฝาด ทั้งยังช่วยขจัดของเสีย และช่วยให้ผิวหน้าเปล่งปลั่ง ซึ่งการสครับผิวนั้นก็สามารถทำได้ด้วยสูตรจากธรรมชาติเช่นกัน โดยมีสูตรง่ายๆ ดังนี้

  • สูตรสครับผิวจากเบกกิ้งโซดา ให้ผสมเบกกิ้งโซดาประมาณ 1 ช้อนชากับน้ำผึ้ง จากนั้นนำมาขัดผิวหน้าให้เป็นวงกลมอย่างเบามือ เบกกิ้งโซดาจะช่วยทำความสะอาดผิวและผลัดเซลล์ผิวอย่างเป็นธรรมชาติ ในขณะที่น้ำผึ้งช่วยให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวและช่วยฆ่าเชื้อ เป็นสูตรสครับหน้าที่ทำให้ผิวหน้าของสาวๆ ขาวกระจ่างใสขึ้นอย่างรวดเร็ว
  • สูตรสครับผิวจากกาแฟ กาแฟ มีส่วนประกอบของคาเฟอีนที่ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดภายใต้ผิวหนัง ช่วยให้ผิวสามารถขจัดของเสียออกไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ผิวสดใสและเปล่งปลั่งขึ้นได้อย่างเป็นธรรมชาติ ใช้กาแฟบดผสมน้ำพอให้จับตัวกันเป็นก้อน ขัดเบาๆ ให้ทั่วผิวหน้าอย่างน้อย 10 -15 นาทีจากนั้นล้างออกให้สะอาด
  • สูตรสครับผิวด้วยน้ำมันมะกอก เพียงนำน้ำตาลทรายมาผสมน้ำมันมะกอก จากนั้นขัดทำความสะอาดผิวหน้าให้ทั่วอย่างเบามือ สูตรนี้จะทำให้ผิวหน้านุ่ม ชุ่มชื้น กำจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วและสิ่งสกปรกตกค้างบนผิวให้ออกไปอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังอาจเปลี่ยนมาเป็นน้ำมันมะพร้าวแทนน้ำมันมะกอกก็ได้ ซึ่งช่วยทำให้ผิวนุ่มชุ่มชื้นขึ้นได้ไม่แพ้กัน
  • สูตรสครับผิวด้วยน้ำมะนาว เกลือผสมน้ำมะนาว เป็นสูตรสครับหน้าที่เหมาะมากกับสาวที่มีผิวมัน เพราะช่วยทำความสะอาดผิวได้อย่างหมดจดโดยไม่ทำลายน้ำมันตามธรรมชาติของผิวเหมือนกับการใช้สครับตามท้องตลาดทั่วไป นอกจากนี้กรดซิติรกในน้ำมะนาวยังช่วยฆ่าเชื้อโรคและทำให้สีผิวอ่อนลง จึงทำให้หน้าขาวใสได้อย่างเป็นธรรมชาติ

6.พอกหน้าด้วยสูตรจากธรรมชาติ

สูตรทําให้หน้าขาว อยากมีผิวหน้าขาวใสด้วยวิธีธรรมชาติ บอกเลยค่ะว่าสูตรพอกหน้าที่หาได้จากวัตถุดิบธรรมชาตินี่แหละที่จะช่วยเผยผิวหน้าขาวใสดั่งใจต้องการได้ เพราะการพอกหน้าก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง ที่จะช่วยทำให้ผิวหน้าสว่างขาวกระจ่างใสขึ้น อีกทั้งยังทำให้ผิวเนียนนุ่มน่าสัมผัส และดูชุ่มชื้นมีชีวิตชีวาตลอดวัน โดยเราก็มีสูตรพอกหน้าจากธรรมชาติมาแนะนำกัน ดังนี้

  • สูตรเบียร์ น้ำมะนาว และไข่ขาว ให้นำเบียร์ 1/2 ถ้วย ผสมน้ำมะนาวสด 2 ช้อนชาและไข่ขาว 1 ฟอง ผสมให้เข้ากันแล้วพอกทิ้งไว้บนใบหน้าประมาณ 10 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น เบียร์มีวิตามิน B น้ำตาล และยีสต์ที่ช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออก ทำให้ผิวหน้านุ่ม ในขณะที่น้ำมะนาวจะช่วยลดเลือนจุดด่างดำให้จางลง และผลัดผิวหน้าให้ขาวใสได้อย่างเป็นธรรมชาติ
  • สูตรแตงกวาและน้ำมะนาว เป็นสูตรมาส์กหน้าที่ช่วยทำให้ผิวหน้ากระจ่างใสขึ้น และปลอบประโลมผิวที่ไหม้แดงจากแสงแดดได้เป็นอย่างดีอีกด้วย ผสมน้ำแตงกวา 1 ช้อนโต๊ะ เข้ากับน้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ และขมิ้นผงอีก 1 ช้อนชาให้เข้ากัน จากนั้นนำมาพอกทิ้งไว้บนใบหน้าประมา 15 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น แตงกวาและน้ำมะนาวจะช่วยให้ผิวขาวกระจ่างใสขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ในขณะที่ขมิ้นจะช่วยลดการอักเสบของผิว และช่วยลดสิวบนใบหน้าได้เป็นอย่างดี

7.อบไอน้ำผิว

การทําให้หน้าขาว อีกวิธีหนึ่งเพื่อผิวหน้าที่ขาวเนียนใสอย่างเป็นธรรมชาติ ก็คือการอบไอน้ำผิวนั่นเอง โดยวิธีนี้คุณสามารถทำเองได้ที่บ้านด้วยการต้มน้ำให้เดือด จากนั้นยื่นหน้าเข้าไปอังไอน้ำที่พุ่งขึ้นมา ความร้อนของไอน้ำจะทำให้รูขุมนเปิดกว้างออก และขจัดสิ่งอุดตันออกไปได้อย่างง่ายดาย แถมยังทำให้ผิวชุ่มฉ่ำ เนียนนุ่มมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

8.จิบเครื่องดื่มเพื่อผิวขาวใส

วิธีทําหน้าขาวแบบธรรมชาติ นอกจากการดูแลผิวจากภายนอกแล้ว อยากหน้าขาวใสด้วยวิธีธรรมชาติ อีกประการหนึ่งที่สาวๆ ทุกคนสามารถทำได้ง่ายดายก็คือ การเติมเต็มอาหารผิวจากภายใน แนะนำให้ดื่มน้ำสะอาดให้มากๆ เพื่อขจัดของเสียออกจากร่างกาย โดยควรดื่มวันละ 8-10 แก้ว เพื่อเป็นการดีท็อกซ์ขับสารพิษ ทำให้ผิวกระจ่างใสได้ นอกจากนี้แล้ว ควรหันมาดื่มน้ำผลไม้อย่างน้ำทับทิม เพราะเป็นแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระสูงที่จะช่วยให้ผิวหน้าขาวใสอย่างมีออร่า และยังช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัยได้ด้วย ไม่เพียงเท่านั้น ยามว่างๆ จะหันมาปั่นน้ำผักผลไม้ดื่มสดๆ เพื่อให้ได้รับวิตามินไปบำรุงผิวขาวแบบเต็มๆ ก็ได้เช่นกัน

🥒👧🥛👒🍅 เป็นอย่างไรกันบ้างคะกับ 8 เคล็ดลับเพื่อผิวหน้าขาวใสด้วยวิธีธรรมชาติ แต่ละสูตรในการดูแลบำรุงผิวหน้านั้นล้วนรังสรรค์ได้จากวัตถุดิบธรรมชาติรอบตัวทั้งสิ้น รับประกันปลอดภัยไร้สารเคมีที่ไม่เป็นอันตรายต่อผิว แต่กลับทำให้ผิวสาวขาวใสได้อย่างใจ ง่ายและดีขนาดนี้สาวๆอย่ารอช้าค่ะ ไปจัดการกันเลยย 🥒👧🥛👒🍅👍✌

 

Application ใหม่! ที่ช่วยคุณตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้

0

หนุ่มๆสาวๆหลายคนอาจจะเป็นกังวลและสงสัยว่าตัวเองกำลังเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อยู่หรือเปล่า ? และอาจจะรู้สึกอายและไม่กล้าที่จะไปพบแพทย์ หรือแวะเข้าร้านขายยาเพื่อปรึกษาเภสัชกร  หรืออาจจะไม่สะดวกที่จะหยุดงานเพื่อไปรอคิวพบแพทย์ที่โรงพยาบาลเกือบทั้งวัน .ซึ่งตอนนี้โลกของเราในปัจจุบันนั้นก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีที่ทันสมัย ได้พัฒนาด้าน เทคโนโลยีดูแลสุขภาพ ของคนเรามากมาย และตอนนี้มีแอปพลิเคชั่นใหม่บนสมาร์ทโฟน ที่ช่วยอำนวยความสะดวกและคลายความกังวลใจในเรื่องนี้ให้คุณถึงบ้านแล้ว !!

ปัญหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในสหรัฐอเมริกานั้น นับเป็นปัญหาสำคัญปัญหาหนึ่ง  ซึ่ง American Sexual Health Association รายงานว่าครึ่งหนึ่งของประชากรชาวอเมริกันเคยเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มาอย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต และนี่จึงเป็นที่มาให้มี แอปพลิเคชั่นทางสมาร์ทโฟน เพื่อช่วยในการตรวจหาโรคติดต่อที่เป็นปัญหาสุขภาพนี้ ! ซึ่งที่รัฐแคลิฟอร์เนีย  ได้เปิดตัวแอปพลิเคชั่นตัวใหม่สำหรับอำนวยความสะดวกให้คุณสามารถสั่งซื้อชุดตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มาตรวจด้วยตัวคุณเองได้ที่บ้าน โดยแอปพลิเคชั่นที่ว่านั้น  มีชื่อว่า “Planned Parenthood Direct” เป็นความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและสหพันธ์วางแผนครอบครัวของสหรัฐอเมริกา (Planned Parenthood Federation of America) เพื่อส่งเสริมสุขภาพที่ดีของคนในครอบครัว ซึ่งหากตรวจให้ผลบวก สามารถทำรายการขอรับใบสั่งแพทย์ทางแอปพลิเคชั่นเพื่อนำไปซื้อยาที่ร้านขายยาได้ด้วยตัวเอง ผู้ที่จะใช้แอปพลิเคชั่นนี้ได้จะต้องลงทะเบียนข้อมูลส่วนตัว และมีอายุไม่ต่ำกว่า 16ปี มีที่อยู่ที่ตรวจสอบจากทางภาครัฐแล้วว่าถูกต้องโดยหลังจากที่สมัครและพบว่าข้อมูลของคุณเป็นไปตามเงื่อนไขแล้ว ผู้สมัครสามารถเข้าไปทำรายการสั่งซื้อชุดทดสอบได้ด้วยตัวเอง โดยในเบื้องต้นจะสั่งซื้อชุดตรวจได้ 2 โรค คือ  โรคหนองในแท้ ( gonorrhea )  และหนองในเทียม ( Chlamydia ) ซึ่งเป็นโรคที่พบบ่อยที่สุดในกลุ่มโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ มีค่าใช้จ่าย 149 ดอลล่าร์สหรัฐต่อ 1ชุด หลังจากทำการสั่งซื้อแล้ว ชุดทดสอบจะถูกส่งตรงมาถึงบ้านของคุณ และทำตามขั้นตอนที่อธิบายในชุดทดสอบ จากนั้นส่งกลับไปยังต้นทางเพื่อทำการตรวจสอบยืนยันผลให้ทางห้องปฏิบัติการโดยไม่ต้องเสียค่าขนส่งเพิ่มเติม หลังจากนั้น 2-3 วันจะได้รับข้อความรายงานผลตรวจผ่านทางแอปพลิเคชั่น หากผลการทดสอบเป็นบวก นั่นหมายถึงว่าคุณกำลังเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่คุณสงสัยอยู่ คุณสามารถขอรับใบสั่งแพทย์ เพื่อนำไปซื้อยาปฏิชีวนะได้ที่ร้านขายยาใกล้บ้านและในกรณีเป็นโรคหนองในแท้ ซึ่งมาตรฐานในการรักษาของทางอเมริกาจะให้ยาฉีด คุณจะได้รับการแนะนำให้ไปยังโรงพยาบาลใกล้บ้านต่อไป สำหรับการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ผ่านทางแอปพลิเคชั่นนี้มีความเที่ยงตรงเช่นเดียวกับการไปรับการตรวจที่โรงพยาบาลโดยตรง ซึ่งชุดทดสอบจะให้ผลตรวจที่เที่ยงตรงที่สุดหลังจากคุณมีเพศสัมพันธ์อย่างน้อย 2 สัปดาห์มาแล้ว ก่อนหน้านี้ผู้ให้บริการแอปพลิเคชั่นนี้ยังเคยออกแอปพลิเคชั่นสำหรับประชากรในรัฐมินนิโซตาและวอชิงตัน  โดยให้ผู้ใช้สามารถพูดคุยกับแพทย์ได้โดยตรงทางวีดีโอคอล  เพื่อที่จะขอรับชุดทดสอบโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และทำการรักษา รวมทั้งปรึกษาเรื่องการเลือกใช้ยาคุมกำเนิดอย่างถูกต้อง !!

นับได้ว่าเป็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมาร์ทโฟนเพื่อช่วยแก้ปัญหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้อย่างชาญฉลาด ซึ่งในประเทศไทยถ้ามีหน่วยงานด้านสาธารณสุขไหนสนใจนำมาประยุกต์ใช้บ้าง คงจะช่วยเพิ่มสุขภาพที่ดีให้กับคนไทยเราได้ไม่น้อยเลยทีเดียวค่ะ 📱👨‍⚕️👍

 

ข้าว 3 ชนิดที่คุณค่าทางโภชนาการและมีประโยชน์ต่อร่างกายสูงมากขึ้น !!

0

เพราะวิถีชีวิตของคนไทยมีความผูกพันกับข้าวมาอย่างยาวนาน ! ทั้งที่ผูกพันเพราะเป็นอาชีพ และ ผูกพันเพราะจัดเป็นอาหารหลัก ที่ใช้หล่อเลี้ยงชีวิตให้เจริญเติบโตแข็งแรง และด้วยเพราะเห็นคุณประโยชน์ของข้าวที่มากมาย เพราะ ข้าวคือ อาหารเพื่อสุขภาพ หลักๆ ของคนไทย จึงทำให้หลายฝ่ายมีความพยายามที่จะพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้มีคุณภาพและ มีคุณค่าทางโภชนาการที่สูงขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดผลดีต่อสุขภาพ

โดยข้าวที่จัดว่าเป็นอาหารที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพ เพราะมีคุณค่าทางโภชนาการสูงนั้น ในปัจจุบันมีมากมาย เราจะมาแนะนำความรู้เกี่ยวกับ ข้าวแต่ละประเภทที่คุณค่าทางโภชนามากมาย และ ประโยชน์ของข้าวแต่ละชนิด สำหรับคนที่รักสุขภาพมาฝากกันค่ะ…

🌾🍚 ข้าว 3 ชนิดที่คุณค่าทางโภชนาการและมีประโยชน์ต่อร่างกายสูงมากขึ้น 🌾🍚

1. ข้าวกล้อง หรือข้าวซ้อมมือ 🌾🍚

เป็นข้าวที่ผ่านการขัดสีน้อย และ นิยมรับประทานกันมาตั้งแต่ในอดีต ซึ่งนอกจากจะให้สารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตที่ให้พลังงานแก่ร่างกายแล้ว กระบวนการขัดสีน้อยยังทำให้ไม่สูญเสียรำข้าวซึ่งเป็นแหล่งของโปรตีนไปมากนัก ผู้ที่รับประทานข้าวกล้องจึงได้รับสารอาหารประเภทโปรตีนที่สูงถึงร้อยละ 7-12 จึงช่วยในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอได้ดี ไขมันที่อยู่ในข้าวกล้องยังจัดเป็นไขมันชนิดดีจึงไม่มีคอเลสเตอรอล นอกจากนี้ ยังอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด ได้แก่ วิตามินบี 1 บี 2 บี 6 บี 12 ไนอะซิน แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก ทองแดง แมงกานีส ฟอสฟอรัส และมีใยอาหารสูง เมื่อนำมารับประทานในอาหารมื้อหลัก ก็ช่วยป้องกันโรคปากนกกระจอก โรคเหน็บชา ช่วยบำรุงสมอง ช่วยทำให้กระดูกและฟันแข็งแรง ช่วยบำรุงโลหิตและสร้างเม็ดเลือด จึงช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยในการทำงานของเอนไซม์ การสร้างฮอร์โมนเพศและการเจริญเติบโตที่สมวัย ช่วยในการป้องกันการเกิดนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ และดีต่อระบบขับถ่าย

2. ข้าวหอมนิล หรือข้าวก่ำ 🌾🍚

เป็นข้าวไทยชนิดหนึ่งที่ได้รับการพัฒนาจนได้ข้าวที่มีเมล็ดเรียวยาว สีม่วงเข้ม เมื่อหุงสุกจะนุ่มเหนียว และมีกลิ่นหอม ชวนรับประทาน ด้วยคุณลักษณะของข้าวที่มีสีม่วงเข้ม จึงอุดมไปด้วยสารแอนโทไซยานิน ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่สูงกว่ากล้องทั่วไปถึง 7 เท่า ซึ่งนอกจากจะช่วยลดอัตราการเกิดโรคมะเร็งได้แล้ว ยังมีส่วนช่วยลดการอักเสบของเนื้อเยื่อ ช่วยลดไขมันอุดตันในเส้นเลือดที่หัวใจ ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยบำรุงสายตา และช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูงได้ ในข้าวหอมนิลยังประกอบไปด้วยแร่ธาตุที่สำคัญหลายชนิด ได้แก่ เหล็ก สังกะสี ทองแดง แคลเซียม และโพแทสเซียม ทั้งยังมีวิตามินบีและซีสูง เมื่อรับประทานเป็นประจำจะช่วยให้เส้นผมดกดำ นุ่มสลวย ไม่แตกปลาย รวมทั้งช่วยชะลอการเกิดผมหงอกก่อนวัย และช่วยบำรุงโลหิต

3. ข้าวไรซ์เบอร์รี่ 🌾🍚

เป็นข้าวที่เกิดจากการผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่างข้าวขาวดอกมะลิ 105 กับข้าวหอมนิล จึงไม่เพียงแต่จะให้ความหอมชวนรับประทานแล้ว ยังให้คุณค่าทางอาหารสูง เพราะอุดมไปด้วยสารอาหารสำคัญหลายชนิด ได้แก่ วิตามินอี กรดโอเมก้า-3 สารแทนนิน สังกะสี ธาตุเหล็ก โฟเลต โพลิฟีนอล แอนโทไซยานิน เบต้าแคโรทีน และแกมมา โอไรซานอล (Gamma Oryzanol) ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยดักจับอนุมูลอิสระที่ร่างกายได้รับจากสิ่งแวดล้อม และกำจัดออกไปก่อนที่จะเข้ามาทำร้ายเซลล์ต่าง ๆ ภายในร่างกาย จึงช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคความดันโลหิตสูง และโรคที่เกิดจากความเสื่อมได้ด้วย ไรซ์เบอร์รี่ ยังเป็นข้าวที่มีค่าดัชนีความหวานในระดับต่ำ รวมทั้งมีเส้นใยอาหารสูง จึงดีต่อผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน และระบบขับถ่าย ทั้งยังมีส่วนช่วยบำรุงร่างกาย บำรุงเลือด รวมทั้งทำให้ผิวหนังมีความชุ่มชื้นและยืดหยุ่นขึ้น เพราะมีส่วนช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนให้กับชั้นผิวหนัง จึงช่วยลดการอักเสบ ช่วยลดริ้วรอย และช่วยชะลอวัยได้ด้วย

รักษาอาการเบื้องต้นจากอาการมีเสมหะ ด้วยการกำจัดออกด้วยตัวคุณเอง !!

0

ทุกคนล้วนอยากมีสุขภาพร่างกายที่ดีกันทุกคน เพราะหากเรา สุขภาพดี ก็ส่งผลให้จิตใจและทุกสิ่งอื่นๆ ดีตามไปด้วย อย่างนั้นแล้วเราเราควรใส่ใจดูแลตัวเองให้มากขึ้น และถ้าหากหลายๆคนกำลังมีอาการไอมีเสมหะเรื้อรังไม่หายซักที วันนี้เราก็มีสาระความรู้ดีๆ เกี่ยวกับการดูแลตัวเองในเบื้องต้นมาฝากกันค่ะ ✅👍💪👇

หลายคนมักจะมีอาการไอเป็นประจำร่วมกับมีเสมหะมาก นั่นสะท้อนสัญญาณเตือนว่าสุขภาพร่างกายของเรามีการอักเสบเรื้อรังเกิดขึ้นในระบบทางเดินหายใจ ยิ่งหากเป็นผู้ที่ชอบสูบบุหรี่จัดมาก่อนย่อมมีอาการติดเชื้อหลอดลมอย่างรุนแรงจนกระทั่งหลอดลมเกิดการอักเสบเรื้อรัง ทำให้หลอดลมนั้นเสียความยืดหยุ่นจนเกิดเป็นโรคถุงลมโป่งพอง และไม่ว่าจะกรณีใดก็ตาม อาการที่หลายคนมักเผชิญพ้องต้องกันก็คือ มีเสมหะมาก รวมถึงมีอาการไอ เหนื่อยหอบง่าย การหายใจติดขัดลำบาก

โดยปกติแล้ว เมื่อมีเสมหะร่างกายของเราจะสามารถขับเสมหะออกมาได้เองตามธรรมชาติอยู่แล้ว เพราะระบบทางเดินหายใจของคนเราจะมีการสร้างมูกขึ้นเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้เกิดความชุ่มชื้น ช่วยป้องกันและกำจัดเชื้อโรคภายในทางเดินหายใจ มูกที่เกิดขึ้นนี้จะถูกขับออกมาทางปากเราตามที่เรามักเรียกกันว่า เสมหะ แต่โดยปกติ เรามักจะกลืนลงท้องไปเองตามวิสัยธรรมชาติของมนุษย์ หรือมีการติดเชื้อเกิดขึ้นภายในระบบทางเดินหายใจในเวลาต่อมา การหลั่งสารต่างๆ หรือมูกนั้นก็จะเพิ่มปริมาณมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มสารที่เป็นโปรตีนเมื่อมาก่อตัวรวมกันมันจะจับกลุ่มทำให้เสมหะเกิดความเหนียวข้นมากขึ้น จนทำให้เสมหะถูกขับออกมายากขึ้นตามไปด้วย 👍👩‍⚕️💊🥗✅

 ดังนั้นแล้ว หากคุณเองก็มีอาการใด อาการหนึ่ง ที่เรากล่าวไปเบื้องต้น บรรเทาอาการด้วยตัวเองได้เช่นกัน โดยทำตามคำแนะนำจากเรา ดังนี้…

✅ วิธีกำจัดเสมหะออกด้วยตัวเอง ✅

  1. กำจัดเสมหะด้วยอาหาร

– กินอาหารให้เหมาะสม

ผู้ที่มีเสมหะภายในลำคอมากควรหันมากินอาหารไทยประเภทต้มแกงที่มีรสชาติเผ็ดร้อน เช่น แกงส้ม ต้มยำ แกงเลียง แกงแค ส้มตำ ยำและน้ำพริกก็ได้เช่นเดียวกัน เนื่องจากความเผ็ดร้อนจากเครื่องสมุนไพรไทยที่นำมาประกอบอาหารมีฤทธิ์ช่วยขับเสมหะและช่วยให้ระบบทางเดินหายใจโล่งขึ้นได้นั่นเอง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ใครที่กินอาหารเผ็ดจัดไม่ได้ก็ไม่จำเป็นต้องกินรสเผ็ดร้อนเสมอไป หันมาเลือกกินรสชาติเผ็ดร้อนปานกลางในแบบที่คุณพอซดร้อนๆ ให้คล่องคอได้ก็นับว่าช่วยขับเสมหะได้ง่ายขึ้นแล้วค่ะ

❎ อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง คือ อาหารมันๆ ทอดๆ เพราะจะกระตุ้นให้ยิ่งมีเสมหะและมีอาการไอหนักรุนแรงเพิ่มขึ้นได้ นอกจากนี้ บรรดาขนมหวานต่างๆ ที่คุณโปรดปรานก็ควรละเว้นไปก่อนเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเค้ก ไอศกรีม โดนัท ช็อกโกแลต กะทิและครีมเทียมที่ใช้ปรุงรสชาติชา กาแฟ เป็นต้น อาหารที่มีส่วนผสมจากน้ำตาลและไขมันในระหว่างนี้ก็ควรงดไปก่อนด้วยจะดีที่สุด

– กินอาหารที่ให้วิตามินซีสูงเพิ่มภูมิต้านทาน

การที่เรามีเสมหะหรือมีปัญหาด้านระบบทางเดินหายใจ สาเหตุอันเนื่องมาจากการเป็นหวัดหรือเป็นภูมิแพ้อากาศซึ่งอาจจะเป็นโรคประจำตัวของใครหลายคนไปแล้ว สาเหตุที่เราป่วยเป็นเช่นนี้ได้ง่ายก็เพราะภูมิคุ้มกันโรคของเราอ่อนแอไม่แข็งแรงนั่นเอง ดังนั้น เราจึงควรหันมากินอาหารที่ให้วิตามินซีสูงเพื่อเสริมสร้างให้ระบบภูมิคุ้มกันโรคแข็งแรงยิ่งขึ้น เมื่อเกราะป้องกันโรคแข็งแรงอาการเรื้อรังที่คุณเป็นอยู่ก็จะค่อยๆ ทุเลาและหายเร็วขึ้นได้ นอกจากนี้ มันยังช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อแบคทีเรียที่อาจทำให้เป็นหวัดได้สูงขึ้นด้วย

  1. กินอย่างไรให้ได้วิตามินซีสูง

สำหรับอาหารที่ควรกินเสริมเพื่อช่วยเสริมภูมิต้านทานให้แข็งแรงและควรกินอย่างสม่ำเสมอก็คือ อาหารที่ให้วิตามินซีสูงโดยหากินได้จากผักผลไม้รอบตัวหลายชนิดโดยเฉพาะผลไม้สดที่ให้รสเปรี้ยวเพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินซีโดยตรง หากมีเวลาอาจจะคั้นน้ำผลไม้สดอย่างน้ำส้มก็ได้ หลังจากที่คุณคั้นสดเสร็จแล้วก็ควรรีบดื่มทันที เพราะหากปล่อยทิ้งไว้นานเกินไปวิตามินก็จะสูญเสียไปกับอากาศได้ นอกจากนี้ น้ำมะขามป้อมก็นับเป็นทั้งสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการช่วยเสริมภูมิต้านทานให้เราได้เช่นเดียวกัน เพราะเป็นผลไม้ที่ให้วิตามินซีสูงมากกว่าบรรดาผลไม้ไทยทุกชนิดนั่นเองค่ะ แต่ไม่แนะนำให้ดื่มน้ำผลไม้ที่วางจำหน่ายเป็นกล่องสำเร็จรูปนะคะ เพราะนอกจากไร้ซึ่งวิตามิน แร่ธาตุใดๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายแล้ว ยังมีน้ำตาลที่ให้ความหวานสูงยิ่งดื่มยิ่งมีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด ทำให้ระดับของอินซูลินแปรปรวนยิ่งขึ้น อีกทั้งความหวานของน้ำผักผลไม้บรรจุกล่องเหล่านั้นยังสามารถกระตุ้นให้คุณมีอาการไอมากขึ้นได้ด้วย นอกเหนือจากนี้แล้ว ใครที่ไม่ค่อยได้กินผักผลไม้เท่าใดนักก็สามารถหันมากินวิตามินซีเม็ดเสริมแทนก็ได้เช่นกันค่ะ กินเป็นประจำ ร่างกายก็จะได้รับวิตามินซีเพื่อช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคได้อย่างแข็งแรงมากขึ้นแล้ว

  1. บริหารการหายใจเป็นประจำ

ผู้ป่วยที่มีอาการไอมาเป็นระยะเวลายาวนาน มักจะมีปัญหาหลอดลมอักเสบเรื้อรัง ส่งผลกระทบให้หลอดลมอ่อนแอและเสื่อมสภาพง่าย บางคนยิ่งไอติดต่อกันถี่เป็นระยะบ่อยๆ จะยิ่งมีอาการเจ็บหน้าอกและเหนื่อยหอบเสมอ ดังนั้น การบริหารการหายใจจะช่วยเรียกคืนความแข็งแรงของหลอดลมกลับคืนมาให้คุณได้ โดยวิธีการบริหารนั้นง่ายมาก ทำได้ด้วยการสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ ช้าๆ ให้ลมหายใจค่อยๆ หลั่งไหลเข้าไปยังปอดเต็มที่จากนั้นค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกมาช้าๆ จนหมด แล้วจึงสูดลมหายใจกลับเข้าไปอีกครั้ง โดยเน้นหลักการหายใจเข้า-ออกยาวๆ ช้าๆ บริหารการหายใจเช่นนี้ซ้ำ 20 ครั้ง ทำเป็นประจำวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น การหมั่นบริหารเช่นนี้บ่อยๆ จะช่วยสร้างความแข็งแรงให้หลอดลมและทำให้ระบบทางเดินหายใจทำงานดีขึ้นได้ด้วย ออกซิเจนก็จะเข้าสู่ปอดมากขึ้น กระบวนการฟอกเลือดในปอดก็จะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้สุขภาพดี มีผิวพรรณผ่องใสตามมาได้ด้วยค่ะ

  1. การกำจัดเสมหะด้วยสมุนไพร

เมื่อมีเสมหะเกิดขึ้นเราไม่ควรปล่อยเฉยไว้ ควรหาวิธีกำจัดเสมหะให้หมดไป เพราะนอกจากจะเป็นการตัดความน่ารำคาญ ป้องการเสียบุคลิกภาพที่ดีได้แล้วยังทำให้ระบบทางเดินหายใจโล่งขึ้น หลอดลมก็จะทำงานราบรื่น หายใจไม่ติดขัดลำบากอีกต่อไป แต่หากคุณปล่อยให้เสมหะเกิดการคั่งค้างหรือสะสมภายในเป็นเวลานานก็จะเกิดการสะสมเชื้อแบคทีเรียในปริมาณสูงจนมันมีการเปลี่ยนสี ส่งผลให้ผู้ป่วยมีไข้และทำให้มีอาการไอรุนแรงหนักขึ้นกว่าเดิมได้ ดังนั้นแล้ว เมื่อคุณพบว่ามีเสมหะภายในลำคอ เรามากำจัดเสมหะด้วยวิธีดังนี้กันดีกว่า

– จิบน้ำมะนาวผสมน้ำผึ้งอุ่นๆ เป็นประจำ เพราะน้ำผึ้งมีสรรพคุณช่วยละลายเสมหะได้ด้วยนั่นเอง เมื่อสองคุณค่าจากน้ำผึ้งและน้ำมะนาวมาผสานตัวรวมกันมันจะยิ่งมีฤทธิ์กลายเป็นยา สามารถต่อต้านการสะสมเชื้อแบคทีเรีย โดยมันจะช่วยฆ่าเชื้อและลดอาการอักเสบระคายเคืองคอ ตลอดจนถึงช่วยบรรเทาอาการแก้ไอได้ด้วย และสารจากน้ำผึ้งยังมีส่วนช่วยให้เสมหะอ่อนตัวง่าย การขับเสมหะก็จะยิ่งถูกกำจัดได้ง่ายขึ้นตามเช่นกัน

สูดไอน้ำที่ผสมน้ำมันหอมระเหย เพียงต้มน้ำเดือดมาเทลงในชามหรือหม้อใหญ่ก็ได้จากนั้นหยดน้ำมันหอมระเหยกลิ่นที่ชอบตามลงไป เช่น กลิ่นคาโมมายล์ กลิ่นมะนาว ส้มหรือยูคาลิปตัส เป็นต้น โดยหยดลงไปผสม 2-3 หยด จากนั้นคลุมศีรษะด้วยผ้าผืนใหญ่แล้วอังหน้าบนหม้อน้ำเดือดนั้น พร้อมกับสูดลมหายใจเข้าออกช้าๆ ลึกๆ เพื่อให้กลิ่นไอของน้ำมันหอมระเหยได้เข้าไปยังหลอดลมซึ่งมันจะช่วยกระตุ้นให้ระบบทางเดินหายใจโล่งขึ้น เสมหะก็จะละลายง่ายและถูกขับออกมาได้ง่ายยิ่งขึ้นด้วย

– อบด้วยสมุนไพรไทย การอบด้วยสมุนไพรไทยจะทำให้เราได้สูดดมกลิ่นน้ำมันหอมระเหยจากตัวสมุนไพรเข้าสู่ปอด และช่วยให้ระบบทางเดินทางใจโล่งขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้เวลาอบนาน 5-10 นาที

จากนั้นออกมานั่งพักให้ตัวเย็นค่ะแล้วจึงกลับเข้าไปนั่งอบใหม่ให้ครบอีก 3 รอบ หลังจากอบเสร็จแล้วให้คุณดื่มน้ำตามแก้วใหญ่ๆ สักประมาณ 1-2 แก้ว เพื่อให้เกิดอาการไอและขับเอาเสมหะออกมา เพียงเท่านี้ เสมหะก็จะถูกกำจัดออกได้ง่าย อีกทั้งทางเดินหายใจก็เป็นไปอย่างสะดวกยิ่งขึ้น

  1. กำจัดเสมหะด้วยการสมุนไพรแทนการใช้ยาปฏิชีวนะ

ในระหว่างที่มีเสมหะมาก อาการอักเสบอาจเกิดขึ้นได้เป็นระยะ แต่การรักษาโดยใช้ยาปฏิชีวนะนั้นหากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานเกินไปย่อมไม่ใช่หนทางแก้ปัญหาที่ดีนัก เพราะไม่เพียงทำให้สิ้นเปลืองแล้ว ยาดังกล่าวยังทำให้ผู้ป่วยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ร่วมด้วยได้ เช่น มีอาการท้องเสียและง่ายต่อการดื้อยา ขณะเดียวกัน การใช้ยาก็สามารถช่วยควบคุมการติดเชื้อไม่ให้ลุกลามบานปลายหนักขึ้นได้หากมีอาการมาก แต่ก็ควรใช้ยาโดยอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ด้วยจึงจะปลอดภัยที่สุดและผลการรักษาอาการป่วยก็จะทุเลาเร็วขึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม คุณอาจจะหันมาใช้สมุนไพรรักษาแทนก็ได้เช่นกันค่ะ เช่น การใช้ฟ้าทะลายโจร โดยกินก่อนอาหารวันละ 3 ครั้ง ครั้งละ 3-4 เม็ด การกำจัดเสมหะก็จะค่อยๆ ดีขึ้นได้ตามลำดับ

  1. การกำจัดเสมหะด้วยยา

💊💊 กลุ่มยาที่ใช้ในการกำจัดเสมหะแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม ดังนี้  👇👇

– ยาขับเสมหะ (Expectorants)

เป็นยาที่ออกฤทธิ์เพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับมูก เสมหะจึงมีลักษณะเหนียวข้นลดน้อยลง รวมทั้งยังช่วยให้การขับเสมหะออกจากร่างกายในระหว่างที่ไอได้ง่ายยิ่งขึ้น การใช้ยาดังกล่าวเนื่องจากผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคทางเดินหายใจมักจะมีเสมหะมากและเหนียวข้นอยู่แล้ว อีกทั้งยังแห้งเร็วกว่าปกติ ตลอดจนหายใจเร็วจนทำให้เยื่อเมือกในทางเดินหายใจและมูกเกิดการแห้งตัวเร็วกว่าปกติร่วมด้วย

– ยาละลายเสมหะ (Mucolytics)

เป็นยาที่ใช้เพื่อออกฤทธิ์ทำลายการรวมตัวกันของโปรตีนที่จับตัวอยู่กับมูก เสมหะจึงมีลักษณะเหนียวข้นน้อยลง โดยฤทธิ์ของยาจะเข้าไปย่อยโปรตีนหรือมีปฏิกิรยาทางเคมีที่จะช่วยทำลายเสมหะเหนียวข้นกระทั่งเปลี่ยนให้ใสขึ้นได้ อีกทั้งความเหนียวหนืดก็จะลดลงจนทำให้การขับเสมหะออกมาได้ง่ายยิ่งขึ้นนั่นเองค่ะ

ข้อควรปฏิบัติในการใช้ยา 💊👩‍⚕️👇

การใช้ยากำจัดเสมหะสำหรับเด็กสามารถใช้ได้ทั้ง 2 กลุ่มค่ะ ซึ่งแล้วแต่แพทย์จะเป็นผู้จ่ายยาให้ตามความเหมาะสมของอาการ นอกจากนี้ การใช้ยายังมีข้อพึงระวังในสตรีมีครรภ์ร่วมด้วย สรุปโดยรวมแล้ว การใช้ยาในเด็กและสตรีมีครรภ์นั้นเพื่อให้ร่างกายปลอดภัยมากที่สุด ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ สำหรับการใช้ยากำจัดเสมหะในบุคคลทั่วไป จะต้องใช้ตามฉลากยาที่แนะนำให้ปฏิบัติตามอย่างถูกต้อง เพื่อให้การรักษาเป็นไปอย่างได้ผลและมีประสิทธิภาพรวดเร็ว เพราะหากทานยาไม่เคร่งครัดตามที่ฉลากระบุไว้ ผลการรักษาให้หายก็จะยิ่งยืดเยื้อออกไปทำให้ร่างกายผู้ป่วยเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนและยังเสี่ยงต่อการดื้อยาดื้อโรคด้วยนั่นเอง

  1. ดูแลตัวเองขั้นพื้นฐานป้องกันการเกิดเสมหะ

เสมหะเป็นปัญหาเล็กๆ ที่เกิดขึ้นใกล้ตัวเรา แม้อาจไม่ใช่ปัญหาร้ายแรงระดับชาติ แต่ก็สร้างผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตในประจำวันให้เราได้อย่างมากมาย ดังนั้น จะดีกว่าไหมหากเราไม่ต้องรอให้เจ็บป่วยหรือมีเสมหะภายในลำคอก่อนจึงค่อยหาวิธีรักษา แต่เราสู้หันมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตใหม่ โดยเริ่มจากการกินอาหารที่มีประโยชน์เป็นประจำ เน้นผักผลไม้ที่ให้วิตามินแร่ธาตุสูง ดื่มน้ำอย่างเพียงพอวันละ 8-10 แก้ว หมั่นออกกำลังกายอยู่เสมอ นอนพักผ่อนให้เพียงพอ หากใครไม่มีเวลาใส่ใจเรื่องอาหารการกินก็หันมากินวิตามินซีเสริมเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรคให้แข็งแรง นอกจากนี้ การที่คุณชอบสูบบุหรี่เป็นประจำก็ย่อมทำให้หลอดลมย่ำแย่ เสี่ยงต่อการเกิดอาการไอเอื้อรัง มีอาการอักเสบและมีเสมหะในลำคอซึ่งยากต่อการขับออกมาได้ง่ายอีกด้วย

สำหรับใครไม่อยากป่วย หรือ มีเสมหะทำให้หงุดหงิดใจอยู่ทุกวัน อย่าลืมหันมาดูแลใส่ใจสุขภาพให้แข็งแรง และทำตามคำแนะนำเบื้องต้น แค่นี้คุณจะเห็นได้ว่าสุขภาพดีสร้างได้ง่ายๆด้วยตัวเราเอง 🏋️‍♂️👍

10 สูตรขัดผิวกายให้ขาวใสอย่างเป็นธรรมชาติทั่วเรือนร่าง

0

ผู้หญิงเราก็อยากจะมีผิวพรรณที่ขาวกระจ่างใส 👧💅🧖‍♀️👙💄🚿  เพราะความสุขของผู้หญิงเรา ก็คือการที่ได้เห็นตัวเองสวยนั่นเอง ! เพราะฉะนั้น การดูแลผิวพรรณจึงเป็นเรื่องที่สาวๆหลายคนใส่ใจเป็นพิเศษ เราจึงมาเผยสูตรลับผิวสวย กับ เคล็ดลับความงาม เพื่อผิวขาวกระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติทั่วเรือนร่าง ด้วยสูตรขัดผิวหลากหลายสูตรที่หาได้จากวัตถุดิบธรรมชาติรอบตัวเรา แต่จะต้องนำมาขัดผิวกายอย่างเดียวเท่านั้นนะคะ เพราะว่าบางสูตรหากนำมาขัดผิวหน้า ส่วนผสมบางชนิดอาจจะออกฤทธิ์แรงเกินไปมันอาจจะทำให้ผิวบนใบหน้าของคุณสาวๆ ระคายเคืองเอาได้ ว่าแต่พร้อมที่จะมีผิวสวยกันหรือยังเอ่ย ? ถ้าพร้อมแล้วไปดู สูตรขัดผิวให้ขาวใสอย่างเป็นธรรมชาติทั่วเรือนร่าง จากวัตถุดิบที่หาได้ง่ายๆ พร้อมกันแล้วก็ไปดูกันค่ะ….

🧖‍♀️🚿👉  10 สูตรขัดผิวกายให้ขาวใสอย่างเป็นธรรมชาติทั่วเรือนร่าง 👈🧖‍♀️🚿

  1. ใยบวบตัวช่วยขัดผิวใสจากธรรมชาติ 🧖‍♀️👧👍

เป็นอุปกรณ์ขัดผิวที่เปรียบเสมือนตัวช่วยที่ทำให้ผิวขาวกระจ่างใสได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสมอย่างมากสำหรับสาวๆ  ทุกสภาพผิวควรมีติดห้องน้ำกันไว้เลยค่ะ ในยามที่คุณอาบน้ำหลังจากชโลมฟองครีมอาบน้ำทั่วทั้งตัวแล้วให้หยิบใยบวบมาค่อยๆ ขัดเป็นวงกลมวนไปมาให้ทั่ว แต่ต้องขัดอย่างเบามือเท่านั้น เส้นใยจากใยบวบจะได้ไม่ขูดผิวจนแดงนั่นเอง อีกทั้งมันยังมีคุณสมบัติช่วยกระตุ้นการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วให้หลุดออกได้อย่างดีทีเดียว เพียงเท่านี้ผิวพรรณสาวๆ ก็กระจ่างใสเปล่งปลั่งได้แล้วค่ะ

  1. สูตรน้ำมะนาวและน้ำมันมะกอก 🍋🍶🚿

นำส่วนผสมได้แก่ น้ำมะนาว น้ำมันมะกอกและเกลือเม็ดหยาบมาผสมให้เข้ากัน จากนั้นนำมาขัดผิวในขณะอาบน้ำให้ทั่วเรือนร่าง แล้วล้างออกให้สะอาด

  1. สูตรมะขามเปียกและส่วนผสมอื่นๆ 

นำส่วนผสมได้แก่ มะขามเปียก 1 กำมือ น้ำมะนาว 1 ผล น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 6 ช้อนชา น้ำมันมะกอก 1 ช้อนชาและผงขัดผิว 5-6 ช้อนชามาผสมให้กลายเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นนำมาขัดผิวให้ทั่วทั้งตัว แล้วล้างน้ำให้สะอาด

  1. สูตรมะเขือเทศและน้ำตาลทราย 🍅🍅

ให้คุณฝานมะเขือเทศให้ได้แผ่นบางจากนั้นนำไปจุ่มกับน้ำตาลทราย แล้วนำมาขัดผิวให้ทั่วทั้งตัว ขัดจนกระทั่งน้ำตาลละลายออกไปจนหมด แล้วจึงเปลี่ยนแผ่นมะเขือเทศแผ่นใหม่ จากนั้นปล่อยทิ้งไว้ 10 นาที แล้วจึงล้างออกให้สะอาด

  1. สูตรขมิ้นสด 🌱

ใช้ขมิ้นสดขูดจนได้ผงละเอียดจากนั้นนำไปขัดผิวในตอนอาบน้ำกันได้เลยค่ะ หรือสามารถนำส่วนผสมจากธรรมชาติอื่นๆ ผสมลงไปด้วยก็ได้เช่นเดียวกัน เช่น นมสด น้ำมะนาว มะขามเปียก น้ำผึ้งและดินสอพอง เป็นต้น โดยใส่ผงขมิ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จากนั้นผสมให้กลายเป็นเนื้อเดียวกันแล้วนำไปขัดผิวค่ะ

  1. สูตรนมสดรสจืด 🥛🐄🥛

ชโลมนมให้ทั่วผิวพรรณ เพื่อให้น้ำนมบำรุงสู่ผิวจะทำให้ผิวที่แห้งหยาบกร้านมีความเนียนนุ่มชุ่มชื้นยิ่งขึ้น และเมื่อชโลมจนผิวแห้งแล้วก็ให้นำใยบวบมาขัดวนเป็นวงกลม จากนั้นล้างออกให้สะอาด

  1. สูตรสครับจากกากกาแฟ ☕

ให้นำกากกาแฟที่ใช้แล้วปริมาณ 1 ถ้วยตวง มาผสมผงขมิ้นชัน 1 กรัมและมะขามเปียกที่คั้นได้น้ำประมาณ 1/2 ถ้วยตวง แล้วนำมาผสมให้กลายเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นนำไปขัดผิวให้ทั่วเรือนร่างประมาณ 15 นาที แล้วล้างออกให้สะอาดโดยที่ไม่ต้องถูสบู่ซ้ำอีกครั้งค่ะ

  1. สูตรมะละกอสุกและโยเกิร์ต🥤

ให้นำมะละกอสุก โยเกิร์ตรสธรรมชาติและเกลือทะเลมาปั่นรวมกันให้ละเอียด จากนั้นนำมาขัดผิวพร้อมนวดวนเบาๆ มือให้ทั่วแล้วล้างออกให้สะอาด

  1. สูตรมะขามเปียก นมสดและน้ำผึ้ง 🐄🥛🍯

ให้คุณนำส่วนผสมทั้ง 3 อย่างมาผสมให้กลายเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นนำไปขัดผิวให้ทั่วแล้วล้างออกให้สะอาด

  1. สูตรว่านนางคำ 🌱🌱

ให้คุณนำส่วนผสมต่างๆ ได้แก่ ว่านนางคำ 100 กรัม ว่านไพร 25 กรัมและขมิ้นชัน 25 กรัมมาหั่นให้เป็นแผ่นบางนำตากแดดจนแห้งแล้วนำมาบดให้ละเอียด จากนั้นนำลิ้นทะเล 200 กรัม สารส้มสะตุ 200 กรัมและดินสอพองบดละเอียด 1,000 กรัม แล้วนำเอาส่วนผสมทั้งหมดนี้มาผสมให้กลายเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นให้นำไปใส่กระชอนแล้วร่อนจนได้ผงละเอียด แล้วนำเอาผงละเอียดนั้นไปขัดผิวต่อไปค่ะ

การขัดผิวที่ดี ต้องเลือกขัดสัปดาห์ละ 1-2 ครั้งก็เพียงพอแล้วค่ะ เพราะสาวๆ บางคนอาจเข้าใจว่าหากยิ่งอยากขาวก็ต้องยิ่งหมั่นขัดทุกวัน แต่แบบนั้นจะทำให้ผิวของเราบอบบางไวต่อแดดมากขึ้น และยังเป็นการทำร้ายผิวไปในตัวอีก และหลังจากที่ขัดผิวกันเสร็จแล้วอย่าลืมทาครีมกันแดดปกป้องผิวที่มีค่า SPF 50 ขึ้นไปนะคะ เพราะแสงแดดบ้านเรา ☀⛱👓👒

เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเพื่อสุขภาพที่ดี

0

การเลือกกิน อาหารเพื่อสุขภาพ เป็นสิ่งที่ดีที่สุด ซึ่งอาหารเป็นสิ่งที่เรารับประทานเข้าไปแล้วมีประโยชน์ต่อร่างกาย ทำให้ร่างกายเจริญเติบโตช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอให้พลังงานแก่ร่างกายและช่วยควบคุมอวัยวะต่างๆของร่างกายให้ทำงานเป็นปกติ และการมีสุขภาพที่ดีนั้น ไม่ใช่แค่การกินผักผลไม้เท่านั้น ! ที่จะทำให้เราสุขภาพดี เพราะในแต่ละวันของคนเรา ร่างกายต้องการอาหารในปริมาณและสารอาหารที่แตกต่างกันไป อาหารที่สำคัญต่อร่างกายของคนเราคือ อาหารหลัก 5 หมู่ และอาหารที่สำคัญต่อร่างกายของคนเรา อย่างเช่น 👇👇

  • จำพวกเนื้อ นม ไข่ ถั่ว 🥩🥛🥜🥚🍳 (จำพวกโปรตีน) เป็นหมู่ที่ทำให้ร่างกายเจริญเติบโตซึ่งเหมาะสำหรับเด็ก เพราะเด็กเป็นวัยที่กำลังเจริญเติบโต ส่วนผู้ใหญ่ควรจะเน้นพวกแป้งและน้ำตาล (จำพวกคาร์โบไฮเดรต) เนื่องจากร่างกายต้องใช้พลังงานมาก
  • จำพวกผักผลไม้  🥦🥕🍅🍎🍇 ซึ่งให้เกลือแร่และวิตามินจะช่วยให้ระบบขับถ่ายได้ดี ซึ่งถ้าไม่รับประทานผักและผลไม้เลยจะทำให้ของถึงได้เพราะฉะนั้นผักและผลไม้จะช่วยได้
  • จำพวกไขมัน 🐷🥛🍗🥪  ที่ทำให้ร่างกายอบอุ่นควรรับประทานแต่พอน้อยเพราะถ้ารับประทานเป็นจำนวนมากจะทำให้อ้วนได้ ซึ่งก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆไม่ว่าจะเป็น เบาหวาน ความดันโรคโลหิตสูง เป็นต้นฯ

การรับประทานอาหารให้เกิดผลดีต่อสุขภาพนั้นควรรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ ให้ได้ทั้งปริมาณ ทั้งคุณภาพ ปราศจากสารพิษปนเปื้อนและถ้าเรากินตามใจปากมากเกินไปจะก่อให้เป็นโรคต่างๆตามมาและการมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงนั้นจะทำให้สุขภาพจิตเราดีตามไปด้วย

เคล็ดลับสุขภาพดีๆเริ่มต้นได้ง่ายๆด้วยอาหารที่มีประโยชน์ มีสารอาหารที่ครบ 5 หมู่ และที่สำคัญต้องควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย การออกกำลังกายจะช่วยเผาผลาญไขมันและเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ จากสิ่งที่คุณกินเข้าไปเพื่อนำไปใช้กับอวัยวะต่างๆของร่างกาย สิ่งที่ขาดไม่ได้ควรออกกำลังกายให้เหมาะสมกับอาหารที่รับประทานเข้าไปในแต่ละวัน เพื่อให้เกิดประโยชน์และมีประสิทธิภาพสูงสุดต่อร่างกาย การคัดสรรเมนูอาหารและวัตถุดิบที่ดีมีประโยชน์และสารอาหารครบถ้วน  ไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์ ข้าว ผักและผลไม้ ต้องเลือกจากแหล่งที่ได้มาตรฐาน ไร้สารเคมี ปราศจากสารเร่งและสารปนเปื้อน เพราะถ้าหากเมื่อคุณทานเข้าไปในร่างกาย สารเคมีที่อยู่ในอาหารและวัตถุดิบนั้นจะค่อยๆสะสมในร่างกายและก่อให้เกิดโรคตามมา ซึ่งทำให้คนมีอายุสั้นโดยไม่รู้ตัว เพราะอาหารที่ดีจะมีส่วนช่วยในการบำรุงรักษาเซลล์ต่างๆในร่างกายซึ่งทำให้คุณอายุยืนอยู่ร่วมกับคนที่คุณรักได้อย่างมีความสุข 🥗🍎🍅🥛🥩👍🏋️‍♂️